
เกริ่นนำ.
ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมวิดีโอเกมแนว RPG (Role-Playing Game) คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟรนไชส์ที่เป็นเสาหลักและเปรียบดั่งผู้บุกเบิกมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับวงการมาโดยตลอดคือซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Dragon Quest ผลงานชิ้นเอกนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยนักพัฒนาจากทีม Chunsoft นำโดยคุณ Yuji Horii ผู้เขียนบทและกำกับการสร้าง, คุณ Akira Toriyama ผู้ออกแบบตัวละครที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ระดับโลก, และคุณ Koichi Sugiyama ผู้ประพันธ์เพลงประกอบที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง สำหรับภาคที่ 4 ของซีรีส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Dragon Quest IV: Chapters of the Chosen (ドラゴンクエストIV 導かれし者たち – ดราก้อนเควสต์โฟร์ มิชิบิกาเรชิโมโนทาจิ)” (หรือ Dragon Warrior IV ในเวอร์ชันอเมริกาเหนือ) ได้วางจำหน่ายครั้งแรกบนเครื่อง Famicom (NES) ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 และในอเมริกาเหนือช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1992
สิ่งที่ทำให้ “Dragon Quest IV” ภาคนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของเกมในยุคเดียวกัน และถูกยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกที่แฟนเกม RPG ห้ามพลาด คือความกล้าหาญในการฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ หลังจากที่ภาค 3 ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายจนสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมในญี่ปุ่น (ถึงขั้นมีข่าวลือว่ารัฐบาลต้องขอร้องให้ออกวางจำหน่ายเกมในวันหยุดเพื่อป้องกันเด็กโดดเรียนและคนโดดงาน) แทนที่ทีมผู้พัฒนาจะยึดติดกับระบบสร้างตัวละครแบบเดิม พวกเขากลับนำเสนอการเล่าเรื่องแบบ “แบ่งบท” (Chapter System) อันล้ำสมัย ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทและผจญภัยไปกับกลุ่มตัวละครผู้ถูกเลือกใน 4 บทแรก เพื่อทำความรู้จักกับปูมหลัง แรงจูงใจ และความผูกพันของแต่ละตัวละครอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่เส้นทางของทุกคนจะมาบรรจบกันในบทที่ 5 ซึ่งเป็นบทสรุปอันยิ่งใหญ่
นอกจากเนื้อเรื่องที่ลุ่มลึกแล้ว เกมนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำระบบ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI – Artificial Intelligence) เข้ามาใช้ควบคุมตัวละครในฉากต่อสู้เป็นเกมแรกๆ ของโลก ทำให้พรรคพวกของเราดูมีชีวิตจิตใจ มีการเรียนรู้ และมีรูปแบบการตัดสินใจเป็นของตนเอง ด้วยคุณภาพของบทประพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ระบบเกมเพลย์ที่ท้าทาย และความลับที่ซ่อนอยู่มากมายในระดับที่โลก 8-bit สามารถทำได้ คู่มือฉบับนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อนำพาผู้เล่นทุกท่าน หวนคืนสู่ความทรงจำอันยิ่งใหญ่ และไขทุกปริศนาของเกมนี้ไปพร้อมๆ กัน.
เนื้อเรื่องย่อของเกม.
เรื่องราวของภาคนี้ถือเป็นปฐมบทของการเปิดม่าน “ไตรภาคแห่งนภา” (Zenithian Trilogy) โลกมนุษย์กำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเมื่อจ้าวแห่งปีศาจามนามว่า “Necrosaro (デスピサロ – เดสพิศาโร่)” (หรือ Psaro) ได้ค้นพบและนำ “เคล็ดวิชาลับแห่งการวิวัฒนาการ” (Secret of Evolution) มาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและเหล่ามอนสเตอร์ให้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่โหดเหี้ยมคือการกวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญสิ้นไปจากโลก
ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นผู้กล้า “Hero (ゆうしゃ – ยูฉะ)” สายเลือดแห่งเผ่าพันธุ์ชาวสวรรค์ที่ถูกนำมาซ่อนตัวและเลี้ยงดูให้เติบโตในหมู่บ้านลึกลับกลางหุบเขาอันห่างไกล เพื่อหลบหนีการตามล่าจากกองทัพปีศาจ ทว่าวันหนึ่งความสงบสุขก็พังทลายลง เมื่อกองทัพมอนสเตอร์บุกเข้าทำลายหมู่บ้านจนพินาศย่อยยับ ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สหายสนิทของผู้กล้าซึ่งเป็นเอลฟ์จำแลงกาย ได้เสียสละชีวิตแปลงร่างเป็นผู้กล้าเพื่อรับความตายแทน ผู้กล้าที่รอดชีวิตมาได้ท่ามกลางซากปรักหักพัง จึงต้องแบกรับความเศร้าโศกและออกเดินทางสู่โลกกว้าง เป้าหมายสูงสุดคือการรวบรวม “ผู้ถูกเลือก” (The Chosen) ทั้ง 7 คนจากมุมโลกต่างๆ ที่ต่างก็มีเรื่องราวการผจญภัยของตนเองในบทก่อนหน้า มารวมพลังกันเพื่อตามหาอาวุธและชุดเกราะแห่งนภาในตำนาน เดินทางสู่ปราสาทลอยฟ้า และบุกทะลวงเข้าสู่โลกแห่งความมืดเพื่อหยุดยั้งความบ้าคลั่งของ “Necrosaro” ให้จงได้.
สิ่งควรรู้ก่อนเล่นเกม.
เพื่อให้การผจญภัยราบรื่นและไม่พลาดเนื้อหาสำคัญ ผู้เล่นจำเป็นต้องทำความเข้าใจระบบพื้นฐานและระบบพิเศษที่มีเฉพาะในเกมเวอร์ชัน Famicom นี้อย่างถ่องแท้เสียก่อน
ระบบปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของ AI (Learning AI Tactics)
ในบทที่ 1 ถึงบทที่ 4 ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครทุกตัวได้อย่างอิสระ แต่เมื่อเข้าสู่บทที่ 5 พรรคพวกทั้งหมด (ยกเว้นตัวผู้กล้าเอง) จะถูกควบคุมโดยระบบ AI ซึ่งผู้เล่นสามารถกำหนดทิศทางการต่อสู้ได้ผ่านคำสั่ง “Tactics” ในเมนูเท่านั้น ระบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสุ่มโจมตี แต่ AI ของเกมเวอร์ชันนี้มีระบบ “การเรียนรู้ (Learning AI)” ซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่างชาญฉลาด
ตัวละครในปาร์ตี้จะไม่ทราบจุดอ่อนหรือการต้านทานเวทมนตร์ของศัตรูในทันทีที่พบกันครั้งแรก เมื่อพบมอนสเตอร์ชนิดใหม่ AI อาจใช้เวทมนตร์ที่ไม่ได้ผล (เช่น โจมตีด้วยเวทย์ตายทันทีใส่บอส) แต่เมื่อการต่อสู้ดำเนินผ่านไปในแต่ละเทิร์น ความรู้ (Bestiary Rank) เกี่ยวกับมอนสเตอร์ตัวนั้นจะเพิ่มระดับขึ้นจาก Rank 0 จนถึง Rank 3 เมื่อถึง Rank 3 AI จะมีความรู้สมบูรณ์แบบและเลือกใช้เฉพาะเวทมนตร์หรือการโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น เทคนิคที่แนะนำในการสอน AI คือ เมื่อเจอศัตรูกลุ่มใหม่ ให้ผู้กล้าร่ายเวทย์ “Kaclang/Ironize (アストロン – อะซุโตะรง)” เพื่อเปลี่ยนปาร์ตี้ให้กลายเป็นเหล็กอมตะชั่วคราว ปล่อยให้ศัตรูโจมตีฟรีหลายๆ เทิร์น เพื่อให้ AI ของพรรคพวกเก็บข้อมูลการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่เสีย HP เลย
| คำสั่ง Tactics (ภาษาอังกฤษ) | คำสั่ง Tactics (ภาษาญี่ปุ่น/เสียงอ่าน) | ลักษณะการตัดสินใจของ AI |
| Normal | みんながんばれ (มินนะกัมบาเระ) | โจมตีและป้องกันอย่างสมดุลตามสถานการณ์ ใช้เวทย์เมื่อจำเป็น |
| Defensive | いのちをだいじに (อิโนจิโอะไดจินิ) | เน้นการร่ายเวทย์รักษา (Heal) และร่ายบัฟเพิ่มพลังป้องกันเป็นหลัก |
| Offensive | ガンガンいこうぜ (กันกันอิโคเซะ) | โจมตีด้วยเวทมนตร์และทักษะที่รุนแรงที่สุดโดยไม่สนใจการประหยัด MP |
| Save MP | じゅもんをせつやく (จุมงโอะเซ็ตสึยาคุ) | ประหยัด MP อย่างเต็มที่ จะเน้นใช้การโจมตีกายภาพเป็นส่วนใหญ่ |
| Use No MP | じゅもんつかうな (จุมงสึคาวนะ) | ห้ามใช้เวทมนตร์โดยเด็ดขาด เหมาะสำหรับการต่อสู้กับศัตรูทั่วไป |
| Try Out | いろいろやろうぜ (อิโรอิโระยาโรเซะ) | ทดลองใช้เวทมนตร์สถานะแปลกๆ เช่น ทำให้ศัตรูหลับ สับสน หรือใช้ไอเท็มในกระเป๋า |
ระบบลานประลองและคาสิโน (The Casino)
ระบบคาสิโนปรากฏขึ้นในเมือง “Endor (エンドール – เอนโดรุ)” เป็นครั้งแรกในซีรีส์ ผู้เล่นสามารถซื้อเหรียญ (Tokens) เพื่อนำไปเล่นมินิเกมและสะสมเหรียญไปแลกไอเท็มล้ำค่าอย่าง “Falcon Blade (はやぶさのけん – ฮายาบุสะโนะเค็น)” (โจมตี 2 ครั้ง) หรือ “Meteorite Armband (ほしふるうでわ – โฮชิฟุรุอุเดวะ)” (เพิ่มความเร็วสองเท่า) ในเวอร์ชัน Famicom นี้ สล็อตและโป๊กเกอร์มักจะให้ผลตอบแทนช้าและถูกตั้งค่าความน่าจะเป็นมาค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดในการปั๊มเหรียญคือการใช้ “ลานประลองมอนสเตอร์ (Monster Arena)” โดยให้สังเกตและวางเดิมพันในแมตช์ที่มีมอนสเตอร์ “Moosifer (アンクルホーン – อังคุรุฮอน)” ปะทะกับ “King Cure Slime (キングスライム – คิงกุสุไรมุ)” อัตราจ่ายจะมากกว่า 10 เท่า และ Moosifer มักจะเป็นผู้ชนะเสมอ การรอแทงคู่นี้ซ้ำๆ จะทำให้ตั้งตัวได้ไวที่สุด
การตามหาเหรียญตราเล็ก (Small Medals)
ทั่วโลกจะมีเหรียญ “Small Medal (ちいさなメダル – จีซะนะเมดะรุ)” ซ่อนอยู่ตามไห ถัง ลิ้นชัก และบนพื้น จำนวนจำกัดเพียง 32 เหรียญเท่านั้นในเวอร์ชัน Famicom (ต่างจากเวอร์ชันรีเมคที่มีเยอะกว่า) ผู้เล่นสามารถนำไปมอบให้กับราชาแห่งเกาะเหรียญตรา (Minikin’s Dominion) เพื่อแลกไอเท็มสุดยอด โดยเป้าหมายสูงสุดคือ “Metal Babble Helm (はぐれメタルヘルム – ฮากุเระเมทัลเฮลมุ)” ที่ต้องใช้ 20 เหรียญ ซึ่งเป็นหมวกที่ดีที่สุดในเกม
จุดที่ห้ามพลาดเด็ดขาด (Missable Medals): มีเหรียญที่พลาดแล้วพลาดเลยอยู่บนเรือโดยสารที่ท่าเรือของเมือง “Havre Leon (ハバリア – ฮาบาเรีย)” และ “Porthtrunnel (コナンベリー – โคนันเบอรี่)” ผู้เล่นต้องเข้าไปสำรวจหาเหรียญในเรือเหล่านี้ก่อนที่เหตุการณ์ในเนื้อเรื่องจะดำเนินไปจนเราได้รับเรือส่วนตัว เพราะหลังจากนั้นเรือโดยสารเหล่านี้จะแล่นออกไปและไม่กลับมาอีกเลย
ข้อมูลตกหล่นอื่นๆ ที่ต้องระวัง (Other Missables)
- สมุดภาพมอนสเตอร์ (Book of Beasts): หากผู้เล่นต้องการเก็บข้อมูลมอนสเตอร์ให้ครบ 100% ต้องแน่ใจว่าได้กำจัดมอนสเตอร์ชื่อ “Dirty Dogu” และ “Wimp” จำนวนอย่างน้อยชนิดละ 20 ตัวในบทที่ 4 (พบได้ในถ้ำทิศตะวันตกของหมู่บ้าน Aubout du Monde) เพื่อให้ระบบแสดงผลไอเท็มดรอปในสมุดภาพครบถ้วน หากข้ามไปและเข้าสู่บทที่ 5 มอนสเตอร์สองชนิดนี้จะหายไปจากเกม
- “Sphere of Silence (せいじゃくのたま – เซจาคุโนะทามะ)”: ไอเท็มสำคัญที่ใช้ปิดผนึกเวทมนตร์ของศัตรู ในบทที่ 5 ผู้เล่นจะต้องต่อสู้กับบอส “Sir Roseguardin (ピサロナイト – พิศาโร่ไนท์)” ที่หอคอยในหมู่บ้าน “Rosehill (ロザリーヒル – โรซารี่ฮิลล์)” บอสตัวนี้จะคอยเรียกมอนสเตอร์ลูกน้องออกมาช่วยสู้ ผู้เล่นต้องกำจัด Sir Roseguardin เป็นตัวสุดท้ายในฉากต่อสู้ (ห้ามกำจัดเขาก่อนลูกน้องเด็ดขาด) มิฉะนั้นไอเท็มชิ้นนี้จะไม่ดรอปให้เรา .
แผนที่โลก Dragon Quest 4.

บทสรุป : DRAGON QUEST 4 (ดราก้อนเควสท์ภาค4).
บทที่ 1: ทหารเอกแห่งวังหลวง (Chapter 1: Ragnar McRyan and the Case of the Missing Children)
ผู้เล่นจะรับบทเป็น “Ragnar (ライアン – ไรอัน)” ทหารเอกแห่งปราสาท “Burland (バトランド – บาโตรันโดะ)” พระราชาได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้ไปสืบสวนคดีเด็กๆ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับในอาณาจักร
ปราสาท Burland และการเตรียมตัว: เริ่มต้นเกมในปราสาท ให้เดินพูดคุยกับทหารและชาวเมืองทุกคนเพื่อรับทราบข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นเดินออกจากปราสาทมายังแผนที่โลก แนะนำให้เดินวนเวียนต่อสู้กับมอนสเตอร์ (เช่น Slime, Giant Worm) บริเวณรอบๆ ปราสาท เพื่อเก็บสะสมเงินและค่าประสบการณ์จนกว่า Ragnar จะมีเลเวลประมาณ 3 หรือ 4 ก่อนที่จะออกเดินทางไกล สำคัญที่สุดคือต้องซื้อ “Medical Herb (やくそう – ยะคุโซ)” ตุนไว้ในกระเป๋าเยอะๆ เพราะ Ragnar เป็นนักรบสายกายภาพที่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์รักษาตัวเองได้เลย ระวังการเดินในเวลากลางคืน เพราะมอนสเตอร์อย่าง Babble จะปรากฏตัวพร้อมการโจมตีที่ทำให้ติดพิษได้
ถ้ำทิศตะวันตกและหมู่บ้าน Izmit: เมื่อเลเวลพร้อมและมีสมุนไพรตุนไว้ ให้เดินทางจากปราสาทมุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันตก บนแผนที่โลก จนพบกับถ้ำแห่งหนึ่ง เข้าไปในถ้ำแล้วเดินไปทาง ด้านบน เมื่อถึงทางแยกแรกให้เลี้ยวไปทาง ด้านขวา จะพบหีบสมบัติบรรจุสมุนไพร จากนั้นเดินย้อนกลับมาแล้วมุ่งหน้าไปทางมุม ซ้ายบน ของถ้ำ ทะลุออกไปยังอีกฟากหนึ่งของแผนที่โลกได้สำเร็จ เมื่อโผล่ออกมา ให้เดินทางต่อไปทาง ทิศตะวันออก จะพบกับหมู่บ้าน “Izmit (イムル – อิมุรุ)” ในตอนกลางวันชาวเมืองจะพูดถึงเด็กที่หายไป ให้ผู้เล่นเดินออกจากหมู่บ้านไปเดินเล่นจนกว่าจะมืด แล้วเดินกลับเข้าหมู่บ้านในตอนกลางคืน ไปยังชั้นใต้ดินซึ่งเป็นคุกที่อยู่ทางมุม ขวาบน ของหมู่บ้าน จะพบชายคนหนึ่งถูกขังอยู่ พูดคุยกับเขา เขาจะยอมรับว่าตนเองคือ Alex
ภารกิจรวมคู่รักและค้นหาความลับ: เมื่อทราบแล้วว่า Alex อยู่ที่นี่ ให้ผู้เล่นใช้เวทย์ Return หรือเดินเท้ากลับไปยังปราสาท “Burland (バトランド – บาโตรันโดะ)” ค้นหาหญิงสาวชื่อ Flora (เธออาจจะอยู่ในบ้านหรือเดินอยู่บริเวณสวน) ซึ่งเธอเป็นคนรักของ Alex พูดคุยแล้วเธอก็จะเดินตามเราเข้าร่วมปาร์ตี้แบบชั่วคราว พา Flora เดินทางกลับไปที่คุกในหมู่บ้าน “Izmit (イムル – อิมุรุ)” อีกครั้ง เมื่อคู่รักได้พบกัน Alex จะรู้สึกซาบซึ้งและยอมเปิดเผยเบาะแสความลับที่เขาได้ยินมาจากเด็กๆ ก่อนที่พวกเขาจะหายตัวไป เบาะแสคือ: ให้ไปยืนที่ป้ายบอกทางบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน (ด้านนอก) จากนั้นเดินไปทาง ทิศใต้ 4 ก้าว และเดินไปทาง ทิศตะวันออก อีก 4 ก้าว จากนั้นให้กดปุ่มคำสั่ง “Examine” (สำรวจ) ที่พื้นตรงนั้น ผู้เล่นจะพบกับทางลงลับสู่บ่อน้ำลึก
ดันเจี้ยนบ่อน้ำลับ (The Secret Well): ข้อแนะนำ: ควรมีเลเวลอย่างน้อย 7 ก่อนลงไปในบ่อน้ำนี้ เมื่อเดินลงบันไดไป บรรยากาศจะมืดมิดและมี “เสียงลึกลับ” ดังขึ้นมาคอยบอกทางให้เราเดินไปทางนั้นทางนี้ ห้ามเชื่อเสียงนั้นเด็ดขาด เพราะมันคือกับดักที่หลอกให้เราเดินไปเจอทางตัน ในไหใกล้ๆ บันไดทางลง จะมี “Medical Herb” และ “Seed of Agility” ให้เก็บ จากนั้นให้เดินชิดผนังมุ่งหน้าไปทาง ด้านล่าง และ ด้านขวา ลึกเข้าไปเรื่อยๆ จะพบกับทางเดินกว้างที่มีมอนสเตอร์ใจดีตัวหนึ่งชื่อ “Healie (ホイミン – โฮอิมีน)” ยืนอยู่ เข้าไปพูดคุยกับเขา เขาจะเล่าความฝันว่าอยากเป็นมนุษย์และขอร่วมเดินทางไปด้วย ให้ตอบตกลง Healie จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะเขาจะคอยร่ายเวทย์ Heal ให้ Ragnar อัตโนมัติระหว่างต่อสู้ ทำให้เราประหยัดสมุนไพรไปได้มาก ก่อนออกจากบ่อน้ำ ให้สำรวจหีบสมบัติทางมุม ซ้ายบน ของดันเจี้ยนให้พบ ภายในนั้นมีกุญแจสำคัญคือรองเท้าบินได้ “Flying Shoes (そらとぶくつ – โซระโทบุคุตสึ)” เก็บมันไว้ให้ดี แล้วเดินออกจากบ่อน้ำกลับสู่แผนที่โลก
หอคอยกลางทะเลสาบ (Loch Tower): เมื่อออกมายืนบนแผนที่โลก ให้เปิดกระเป๋าแล้วกดใช้ไอเท็ม “Flying Shoes” ทันที ตัวละครจะสวมรองเท้าเวทมนตร์และกระโดดเหาะลอยฟ้าข้ามแม่น้ำ ทะยานเข้าไปลงจอดบนหอคอย “Loch Tower (湖の塔 – มิซูอุมิโนะโท)” ที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ เมื่อลงจอดแล้ว อย่าเพิ่งรีบปีนขึ้นยอดหอคอย ให้เดินลงบันไดสำรวจไปทาง ด้านล่าง ของหอคอยก่อน เพื่อค้นหาหีบสมบัติที่ซ่อนอาวุธชั้นเยี่ยมประจำบทนี้ นั่นคือดาบ “Sword of Malice/Cautery Sword (はじゃのつるぎ – ฮาจะโนะสึรุงิ)” อาวุธชิ้นนี้นอกจากจะมีพลังโจมตีสูงแล้ว ยังสามารถกดคำสั่ง “Item -> Use” ระหว่างฉากต่อสู้ เพื่อร่ายเวทมนตร์ไฟ (Firebal/Sizz) โจมตีศัตรูทั้งกลุ่มได้ฟรีๆ อย่างไม่จำกัดจำนวนครั้ง! ถือเป็นตัวช่วยที่โกงมากในบทนี้ นอกจากนี้ในชั้นล่างๆ ยังมีห้องที่มีบ่อน้ำฟื้นฟูพลัง (Healing Pool) ซึ่งเหมาะมากที่จะใช้เป็นจุดเดินวนเก็บเลเวลให้ Ragnar ถึงเลเวล 10
เมื่อเลเวลพร้อม ดาบพร้อม ให้เดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ จนถึงห้องโถงใหญ่บนยอดหอคอยทาง ด้านบน จะพบกับจอมเวทย์ลึกลับและสมุนที่กำลังจับตัวเด็กๆ ไว้ เข้าไปคุยเพื่อเริ่มการต่อสู้ระดับบอส
- Boss Fight: Saro’s Shadow และ Giant Eyeball
- กลยุทธ์: ให้ Ragnar พุ่งเป้าโจมตีและกำจัด Giant Eyeball ให้ตายก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมอนสเตอร์ตัวนี้มีท่าไม้ตาย “เปลี่ยนสีหน้า” ที่สามารถสร้างความเสียหายแบบติดคริติคอลได้อย่างรุนแรง เมื่อมันตายแล้ว ค่อยหันไปสู้กับ Saro’s Shadow ต่อ บอสตัวนี้จะใช้เวทย์ไฟและตบตีค่อนข้างแรง ให้ผู้เล่นคอยสังเกต HP ของ Ragnar เสมอ อย่าหวังพึ่ง Healie 100% เพราะบางเทิร์น AI ของ Healie อาจจะตัดสินใจโจมตีแทนการร่ายเวทย์ฮีล หาก HP ต่ำกว่าครึ่ง ให้กดใช้ Medical Herb ด้วยตัวเองเพื่อความปลอดภัย
เมื่อกำจัดบอสได้สำเร็จ เสียงโห่ร้องยินดีของเด็กๆ จะดังก้อง หอคอยจะปลอดภัย ให้ผู้เล่นพาเด็กๆ เดินลงจากหอคอย (หรือเหาะลงมา) แล้วเดินทางกลับไปที่หมู่บ้าน “Izmit (イムル – อิมุรุ)” เพื่อส่งเด็กๆ คืนสู่อ้อมอกของพ่อแม่ จากนั้นเดินทางกลับไปยังปราสาท “Burland (バトランド – บาโตรันโดะ)” (ระหว่างทางกลับนี้จะไม่มีมอนสเตอร์สุ่มเกิดอีกเลย) เข้าเฝ้าพระราชา พระองค์จะชื่นชมในความกล้าหาญและมอบประสบการณ์จำนวนมหาศาลให้ พร้อมประทานอนุญาตให้ Ragnar ออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อตามหาและปกป้องผู้กล้าในตำนาน ภาพจะตัดจบ เป็นอันจบสิ้นความสมบูรณ์ของบทที่ 1
บทที่ 2: การผจญภัยของเจ้าหญิงอารีน่า (Chapter 2: Alena and the Journey to the Tourney)
ม่านเปิดขึ้นอีกครั้ง ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น “Alena (アリーナ – อารีน่า)” เจ้าหญิงจอมแก่นและทรงพลังแห่งปราสาท “Zamoksva/Santeem (サントハイム – ซันโตไฮมุ)” ที่เบื่อหน่ายชีวิตในวังและปรารถนาจะออกไปพิสูจน์ฝีมือในโลกกว้าง
หลบหนีออกจากปราสาท: เริ่มต้นเกมในห้องของ Alena พระราชาจะสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไหน ให้ผู้เล่นเดินสำรวจและพูดคุยกับทุกคนในปราสาทให้ครบ ทั้งพระราชา เสนาบดี บาทหลวง และทหารยามหน้าประตู เพื่อรับรู้สถานการณ์ทั้งหมด จากนั้นกลับขึ้นไปที่ห้องของเจ้าหญิงบนชั้นสูงสุดทาง ด้านบน สำรวจตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบ “Feather Helmet” มาสวมใส่ และแวะไปหยิบ “Holy Water/Fairy Water” ที่ซ่อนอยู่หลังห้องพยาบาล เมื่อเตรียมตัวพร้อม ให้กลับมาที่ห้องของ Alena อีกครั้ง เดินไปที่กำแพงห้องที่ทำจากไม้แผ่น สำรวจแล้วเจ้าหญิงจะเตะกำแพงจนพังทลายเป็นช่องโหว่ ให้เดินทะลุกำแพงออกไปที่ระเบียง แล้วกระโดดลงมาจากหลังคาปราสาทเพื่อหลบหนีออกสู่โลกภายนอก!
ทันทีที่ Alena เดินออกมาบนแผนที่โลกได้เพียงไม่กี่ก้าว ทหารรับใช้ผู้ซื่อสัตย์สองคนจะวิ่งกระหืดกระหอบตามมา นั่นคือบาทหลวงหนุ่ม “Kiryl (クリフト – คุริฟุโตะ)” และจอมเวทย์อาวุโส “Borya (ブライ – บูไร)” ทั้งคู่จะขอร่วมปาร์ตี้เพื่อคอยปกป้ององค์หญิง ทำให้ตอนนี้เรามีปาร์ตี้ 3 คนแล้ว ให้ผู้เล่นเดินวนเวียนต่อสู้รอบๆ ปราสาทเพื่อเก็บเลเวลให้ถึงประมาณ 4-5 และซื้ออาวุธแส้ “Thorn Whip” ให้ Alena เพื่อใช้โจมตี และซื้อ “Leather Shield” กับหมวกให้ Borya เพื่อเพิ่มพลังป้องกัน
หมู่บ้าน Tempe และเครื่องสังเวย: เมื่อเลเวลพร้อม ให้เดินทางไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลัดเลาะหุบเขาจนพบหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ “Tempe (テンペ – เทมเปะ)” หมู่บ้านนี้กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว เพราะมอนสเตอร์ชั่วร้ายได้ข่มขู่เรียกร้องให้ส่งหญิงสาวไปเป็นเครื่องสังเวย ให้ผู้เล่นเดินเข้าไปที่โบสถ์ทาง ด้านบน ของหมู่บ้าน คุยกับผู้ใหญ่บ้านและบาทหลวง Alena จะอาสาซ่อนตัวเข้าไปในเกี้ยวเครื่องสังเวยเพื่อซ้อนแผนตลบหลังมอนสเตอร์
- Boss Fight: Chameleon Humanoid และสมุน Rabidhound 2 ตัว
- กลยุทธ์: การต่อสู้ครั้งนี้ต้องอาศัยทีมเวิร์ค เปิดเทิร์นแรกมา ให้ Kiryl ร่ายเวทย์ Upper (Buff) เพิ่มเกราะให้ Borya ทันที เพราะ Borya บอบบางที่สุด ส่วน Borya ให้ร่ายเวทย์ Sap (ลดเกราะ) ใส่ Rabidhound หรือใช้ Icebolt โจมตี ขณะที่ Alena ให้พุ่งเป้าทุบ Rabidhound ให้ตายก่อนทีละตัว เมื่อลูกน้องตายหมดแล้วค่อยหันไปรุมโจมตี Chameleon Humanoid เมื่อชนะ มอนสเตอร์จะสลายไป ชาวหมู่บ้านจะเฉลิมฉลอง ร้านขายอาวุธที่ปิดอยู่จะเปิดให้บริการทันที อย่าลืมเข้าไปซื้อ “Boomerang (ブーメラン – บูเมรัง)” ให้ Alena สวมใส่ มันจะช่วยให้เธอขว้างโจมตีศัตรูได้ทั้งกลุ่มพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้การผจญภัยหลังจากนี้ง่ายขึ้นมาก และในหมู่บ้านนี้ หากเดินไปสำรวจที่พื้นหญ้าข้างๆ บ่อน้ำ จะพบเหรียญ “Small Medal” เหรียญแรกของเกมซ่อนอยู่ด้วย!
คดีลักพาตัวที่เมือง Frenor: เดินทางออกจากหมู่บ้าน Tempe ทะลุช่องเขาไปทาง ทิศตะวันออก และเลี้ยวขึ้น ทิศเหนือ จะพบเมืองขนาดใหญ่ชื่อ “Vrenor/Frenor (フレノール – ฟุเรโนรุ)” เมื่อเข้าไปในเมือง จะพบว่าชาวเมืองกำลังแตกตื่นเพราะมีคนเห็น “เจ้าหญิง Alena” (ซึ่งเป็นตัวปลอม) กำลังถูกโจรลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา! ให้ไปพักที่โรงแรม เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ให้เดินไปบริเวณสุสานทางมุม ซ้ายบน ของเมือง จะพบกลุ่มโจรยืนอยู่ พวกมันจะทิ้งจดหมายเรียกค่าไถ่ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องนำ “Golden Bracelet (おうごんのうでわ – โอกงโนะอุเดวะ)” มาแลกตัวประกัน
ออกจากเมือง เดินทางลงมาทาง ทิศใต้ จะพบถ้ำแห่งหนึ่ง เข้าไปด้านใน (ควรมีเลเวล 7-8 และสวม Chain Mail) เดินลงบันไดมาเรื่อยๆ จนพบทางแยกแบบสามแพร่ง: ทางเหนือมีเหรียญทอง 360 เหรียญ, ทางใต้มี Agility Seed, ส่วนทางตะวันตกคือทางไปต่อ ให้เดินไปทาง ตะวันตก และลงบันไดไปอีกชั้น ในชั้นล่างสุดนี้ให้เดินไปทาง ด้านล่าง แล้วอ้อมโค้งไปทาง ด้านซ้าย เดินข้ามกองกระดูกหัวกะโหลกไป จะพบหีบสมบัติที่เก็บซ่อน “Golden Bracelet” เอาไว้ นำกำไลทองคำนี้กลับไปที่เมือง “Vrenor/Frenor” รอจนถึงเวลากลางคืน แล้วเดินไปที่สุสานทาง ซ้ายบน อีกครั้ง มอบกำไลให้โจร พวกมันจะปล่อยตัวเจ้าหญิงตัวปลอม ซึ่งเธอก็คือมิจฉาชีพที่สำนึกผิด เธอจะขอบคุณและมอบ “Thief’s Key (とうぞくのかぎ – โทโซคุโนะคางิ)” กุญแจระดับแรกที่สามารถใช้เปิดประตูสีฟ้าได้ทุกบานในโลกให้เป็นรางวัล
อาการประชวรของพระราชา และยารักษาเสียงนก: ออกจากเมืองถ้ำมุ่งหน้าลง ทิศใต้ ต่อไป แล้วเลี้ยวไปทาง ทิศตะวันตก จะพบพื้นที่ทะเลทราย และมีเต็นท์ตั้งอยู่มากมาย นั่นคือ “Desert Bazaar (砂漠のバザー – ซาบะคุโนะบาซ่า)” แวะซื้ออาวุธ “Morning Star” ให้ Kiryl และ “Poison Moth Knife” ให้ Borya รวมถึงสำรวจถังไม้หลังโรงแรมเพื่อเก็บ Strength Seed ขณะกำลังเดินชมตลาด ทหารยามจากปราสาท Santeem จะวิ่งหน้าตั้งมาแจ้งข่าวร้ายว่า พระราชาทรงประชวรหนักและไม่สามารถตรัสอะไรได้เลยแม้แต่คำเดียว!
ให้ผู้เล่นร่ายเวทย์ Zoom/Return กลับไปที่ปราสาท “Zamoksva/Santeem (サントハイム – ซันโตไฮมุ)” วิ่งไปเข้าเฝ้าพระราชา พระองค์จะพยายามส่งเสียงแต่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ให้ออกจากห้องโถง เดินอ้อมไปทางระเบียงด้านหลังปราสาท ใช้กุญแจ Thief’s Key เปิดประตูสีฟ้าเข้าไปคุยกับชายชราชื่อ Goz เขาจะตกใจและบอกให้เราไปหา Marone ให้เดินทางไปที่หมู่บ้าน “Zalenagrad/Surene (サラン – ซารัน)” ที่อยู่ติดกับปราสาท ขึ้นไปบนชั้นสองของโบสถ์ (เข้าทางระเบียง) คุยกับ Marone เขาจะบอกว่ามียารักษาอยู่ที่หอคอยทางทิศตะวันตกของบาซ่า
ให้กลับไปที่ “Desert Bazaar” อีกครั้ง แล้วเดินเท้าทะลุทะเลทรายไปทาง ทิศตะวันตก จะพบกับ “Birdsong Tower (さえずりの塔 – ซาเอซุริโนะโท)” หอคอยนี้มีศัตรูที่ค่อนข้างตึงมือ แนะนำให้ Borya มีเลเวลสูงพอที่จะร่ายเวทย์น้ำแข็ง Crackle/Snowstorm ได้ ใช้กุญแจฟ้าเปิดประตูด้านล่างเข้าไป เมื่อถึงชั้นสอง ให้สังเกตทางเดินฝั่ง ตะวันตกเฉียงใต้ เดินชิดกำแพงไปทาง ด้านซ้าย และ ด้านบน ผู้เล่นจะสามารถเดินทะลุกำแพงลับเข้าไปเก็บ Strength Seed และเงิน 1200 เหรียญได้ จากนั้นให้เดินขึ้นบันไดเลาะตามระเบียงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นดาดฟ้าสุด จะพบเอลฟ์สองตนกำลังเก็บน้ำหวาน เมื่อพวกเธอเห็นมนุษย์จึงตกใจและบินหนีไป ให้ Alena เดินไปสำรวจที่พื้นตรงจุดที่เอลฟ์เคยยืนอยู่ จะพบกับไอเท็มเป้าหมาย “Birdsong Nectar (さえずりのみつ – ซาเอซุริโนะมิตสึ)” หยิบมันมาให้จงได้
นำน้ำหวานนี้กลับไปถวายพระราชาที่ปราสาท Santeem เมื่อทรงเสวยแล้ว เสียงของพระองค์จะกลับคืนมา พระราชาจะเล่าว่าทรงฝันเห็นลางร้ายบางอย่าง และอนุญาตให้ Alena ออกเดินทางข้ามทวีปได้อย่างเป็นทางการ โดยสั่งให้เปิดประตูมิติที่วิหารทางทิศตะวันออกของทะเลทรายบาซ่าให้
การประลองแห่ง Endor (The Tournament): เดินทะลุประตูมิติมายังทวีปใหม่ มุ่งหน้าสู่ปราสาท “Endor (エンドール – เอนโดรุ)” เป้าหมายสูงสุดของบทนี้คือการเข้าร่วมงานประลองศิลปะการต่อสู้ที่โคลอสเซียมหลังปราสาท ให้เตรียมตัวอัพเกรดชุดเกราะ Half Plate Armor ให้ Kiryl และไปคุยกับคนขายของที่หน้าลานประลองเพื่อซื้อ “Iron Claw (てつのツメ – เท็ตสึโนะสึเมะ)” ให้ Alena ใส่ (ไอเท็มชิ้นนี้มีขายแค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้นในบทนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาด) ข้อควรจำ: การประลองนี้ Alena ต้องลงสู้เพียงลำพังคนเดียวเท่านั้น! ผู้เล่นจึงต้องนำ Medical Herb ใส่กระเป๋าของ Alena ให้เต็มทุกช่อง และควรเก็บเลเวลของเธอให้ถึงประมาณ 14 หรือ 15 เพื่อความปลอดภัย
เมื่อพร้อมแล้ว ให้เดินเข้าสู่ลานประลอง Alena จะต้องต่อสู้แบบตัวต่อตัว 5 ยกติดกัน:
- Attila the Hunk (Hun): นักสู้กล้ามโต โจมตีธรรมดา ไม่ยากเกินไป
- Quick Draw McGore (Roric): ใช้อาวุธบูมเมอแรง โจมตีเร็ว ระวังเลือดให้ดี
- Prima Donna (Vivian): นักเวทย์สาว เธอจะคอยร่ายเวทย์ใส่เราเรื่อยๆ กลยุทธ์คือให้ Alena คอยกดใช้สมุนไพรฮีลตัวเองไปเรื่อยๆ รอจนกว่า MP ของ Vivian จะหมดเกลี้ยง (เธอก็จะตีเราเบาหวิว) ค่อยสวนกลับ
- Samson Knight (Sampson): นักรบเกราะหนัก โจมตีรุนแรงมาก ต้องวัดดวงและคอยฮีลสลับตี
- Abominable Showman (Linguar): บอสตัวสุดท้าย มันจะแยกร่างออกเป็น 4 ร่าง ทุกร่างจะขยับเหมือนกัน แต่มีเพียงร่างเดียวเท่านั้นที่เป็นตัวจริงที่รับดาเมจ ร่างอื่นตีไปก็ว่าว นี่คือการวัดดวงล้วนๆ ให้สุ่มตีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะโดนตัวจริง
เมื่อโค่นคู่ต่อสู้ทั้ง 5 ลงได้ Alena จะกลายเป็นแชมเปี้ยน! พระราชาแห่ง Endor จะทรงยินดีและประกาศให้รางวัล แต่เมื่อถึงคิวของนักสู้ปริศนาที่ชื่อ Psaro the Manslayer เขาจงใจสละสิทธิ์ไม่ยอมปรากฏตัว ในขณะที่กำลังเดินออกจากลานประลอง ทหารยามจากปราสาท Santeem ที่ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดจะวิ่งเข้ามาล้มลงตรงหน้า และร้องบอกด้วยลมหายใจสุดท้ายว่าให้องค์หญิงรีบกลับไปที่ปราสาทเดี๋ยวนี้! ให้ผู้เล่นใช้เวทย์ Return กลับไปที่ปราสาท “Zamoksva/Santeem (サントハイム – ซันโตไฮมุ)” ทันที ภาพที่เห็นคือความอ้างว้าง ปราสาททั้งหลังเงียบสงัด ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว ราวกับถูกลบหายไปจากโลก! ด้วยความสับสนและต้องการไขปริศนานี้ Alena, Kiryl และ Borya จึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาผู้คนของเธอ เป็นอันปิดฉากบทที่ 2 อย่างเป็นทางการ
บทที่ 3: พ่อค้าอาวุธผู้ยิ่งใหญ่ (Chapter 3: Torneko and the Extravagant Excavation)
ผู้เล่นจะรับบทเป็นชายร่างท้วมผู้มีจิตใจดี “Torneko (トルネコ – โตรุเนโกะ)” ชายผู้ทำงานเป็นเพียงลูกจ้างในร้านขายอาวุธแห่งเมือง “Lakanaba (レイクナバ – เรคุนาบะ)” แต่อกหักความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะเป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งของโลก บทนี้ถือเป็นบทที่แหวกแนวและสร้างสรรค์ที่สุด เพราะระบบเกมจะเน้นไปที่การทำธุรกิจ การหาเงิน และการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีของพ่อค้า มากกว่าการฟาดฟันกับปีศาจ!
ชีวิตลูกจ้างและการหาทุนรอน: ในตอนเช้า ภรรยาแสนดี Neta (หรือ Tessie) จะปลุกและทำข้าวกล่อง Lunch ให้ (ข้าวกล่องนี้กดกินเพื่อเติม HP ได้เหมือนสมุนไพร) ให้ออกจากบ้านแล้วเดินไปทำงานที่ร้านขายอาวุธตรงกลางหมู่บ้าน ระบบจะสลับเข้าสู่โหมด “จำลองการขายของ” ผู้เล่นจะได้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ คอยรับลูกค้าที่เดินเข้ามาซื้อและขายอาวุธ หากมีลูกค้านำดาบสุดยอดอย่าง “Cautery Sword (はじゃのつるぎ – ฮาจะโนะสึรุงิ)” มาขายให้ร้าน ให้เรารับซื้อไว้ และหากมีลูกค้าคนอื่นมาขอซื้อดาบเล่มนี้ต่อ ห้ามขายเด็ดขาด! ให้ปฏิเสธการขายไปเรื่อยๆ เพื่อเก็บดาบเล่มนี้ไว้ในสต็อกของร้าน เมื่อเราเลิกงาน (ระบบจะตัดจบวันเมื่อได้ค่าคอมมิชชั่นครบกำหนด) ให้นำเงินเก็บส่วนตัวมาซื้อดาบเล่มนี้ไปใช้เอง! มันจะทำให้ชีวิตของ Torneko ง่ายขึ้นเป็นกอง
ภารกิจตามหาเซฟเหล็กกล้า (The Steel Strongbox): ออกจากเมือง มุ่งหน้าไปทาง ทิศเหนือ จะพบถ้ำแห่งหนึ่ง เข้าไปด้านใน เป้าหมายคือการตามหาไอเท็มที่จะช่วยปกป้องเงินทองของเราไม่ให้สูญหายเวลาตาย ในถ้ำนี้มีปริศนากลไกหินกลิ้ง ให้เดินไปทางที่หินขวางอยู่ ดันหินไปทับสวิตช์บนพื้นเพื่อระบายน้ำออก หรือดันหินให้ตกลงไปในหลุมเพื่อกลบหลุมสร้างทางเดิน เมื่อเข้าไปถึงห้องในสุดทาง ด้านบน จะพบหีบสมบัติ เมื่อเปิดออกและหยิบ “Steel Strongbox (てつのきんこ – เท็ตสึโนะคิงโกะ)” ประตูลูกกรงเหล็กจะเลื่อนลงมาขังเราไว้ทันที! วิธีแก้ปริศนาคือ ให้เดินไปผลักก้อนหินสี่เหลี่ยมที่อยู่มุมห้อง นำมาวางทับบนสวิตช์หน้าหีบสมบัติ (น้ำหนักของหินจะหลอกกลไกแทนน้ำหนักของเซฟ) ประตูลูกกรงจะเปิดออก ทำให้เรานำเซฟออกมาได้อย่างปลอดภัย
มนต์ลวงตาแห่งเมืองจิ้งจอก (Foxville): กลับมาที่เมือง Lakanaba ซื้อยาและฟื้นฟูพลังให้พร้อม จากนั้นเดินทางลงมาทาง ทิศใต้ จะพบหมู่บ้านกลางป่าชื่อ “Foxville/Shinnock (キツネヶ原 – คิตสึเนะงาฮาระ)” ทุกอย่างในเมืองนี้คือภาพลวงตา! สินค้าในร้านอาวุธที่ดูเหมือนดาบราคาแพง แท้จริงแล้วเป็นเพียงแท่งไม้ Cypress Stick และสมุนไพรก็คือ Gum pod ห้ามซื้อของใดๆ ทั้งสิ้น ในเมืองนี้เราจะพบสถาปนิกชื่อ Archie เขาบอกว่าถูกมนต์สะกดของที่ปรึกษาหมู่บ้านจนไม่สามารถเดินทางไปซ่อมสะพานให้เมืองข้างๆ ได้ ให้เราเข้าไปนอนพักที่โรงแรม เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา เราจะพบว่าตัวเองนอนอยู่กลางป่าสลบไสล และหมู่บ้านนั้นก็หายไป
เดินทางต่อไปทาง ทิศใต้ เข้าสู่ปราสาท “Ballymoral/Bonmalmo (ボンモール – Bonmooru)” เข้าไปเจรจากับพระราชา เขาตั้งใจจะก่อสงคราม ในตอนกลางคืน ให้แอบเดินไปที่ห้องของเจ้าชาย Regan ทางมุม ขวาบน ของปราสาท เขาจะฝาก “Prince’s Letter (王子の手紙 – โอจิโนะเทกามิ)” ไปให้เจ้าหญิงแห่ง Endor เพื่อขอความช่วยเหลือหยุดยั้งสงคราม ก่อนออกจากปราสาท ให้แวะไปที่คุกใต้ดินทาง ด้านล่าง คุยกับนักโทษที่มาจาก Lakanaba เขาจะขอร้องให้เรานำ “Chimaera Wing (キメラのつばさ – คิเมระโนะสึบาสะ)” มาให้เขาเพื่อใช้หลบหนีกลับบ้านเกิด ให้เรามอบให้เขาไป
ร่ายเวทย์หรือเดินกลับไปที่หมู่บ้าน “Lakanaba” ไปหานักโทษที่เราเพิ่งช่วยไว้ที่บ้านของเขา ลูกชายของเขาจะซาบซึ้งใจและให้เรายืมสุนัขแสนรู้ชื่อ Fido (Tov) มาใช้งาน ให้พาสุนัขตัวนี้เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านภาพลวงตา “Foxville” สุนัขจะวิ่งตรงเข้าไปเห่าใส่ที่ปรึกษาหมู่บ้าน จนมนต์ลวงตาคลายออก เผยร่างจริงว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกจำแลงกาย! เมื่อมันยอมแพ้ มันจะทิ้งเกราะ Full Plate Armor ไว้ให้ สถาปนิก Archie จะหลุดพ้นจากมนต์สะกดและออกเดินทางไปซ่อมสะพานให้ทันที
ร้านค้าในฝันแห่ง Endor: เมื่อสะพานซ่อมเสร็จ ให้เดินข้ามสะพานไปทาง ทิศใต้ สู่ปราสาท “Endor (エンドール – เอนโดรุ)” นำจดหมายรักไปมอบให้เจ้าหญิง ราชาแห่ง Endor จะบังเอิญมาได้ยินเรื่องราวทั้งหมด พระองค์จึงมอบพระราชสาส์น “Royal Scroll (おうけのตาราง – โอคิโนะสึทสึจิ)” ให้ Torneko นำกลับไปส่งให้ราชาแห่ง Ballymoral ทันที มอบจดหมายนี้ให้ราชา Ballymoral พระองค์จะยอมยุติสงครามและตกลงให้ลูกๆ ทั้งสองแต่งงานกันเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี กลับไปหาพระราชาแห่ง Endor เพื่อรับการปูนบำเหน็จ พระองค์จะทรงอนุญาตให้ Torneko เปิดร้านค้าในเมือง Endor ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่… เราต้องหาเงินมาซื้อตึกร้านค้าเองในราคา 35,000 เหรียญทอง!
หาเงินก้อนโตที่ถ้ำรูปปั้นเงิน (Cave of the Silver Statuette): วิธีหาเงินที่เร็วที่สุดคือการไปเสาะหาสมบัติล้ำค่า ให้เดินทางไปที่ถ้ำทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของ Endor ที่หน้าถ้ำสามารถคุยเพื่อจ้างนักรบ Strom และนักกวี Laurent มาช่วยสู้ได้ (จ่ายเงินจ้างเล็กน้อย) เข้าไปในถ้ำ “The Cistern Chapel (女神像の洞窟 – เมกามิโซโนะโดคุตสึ)” ดันเจี้ยนนี้มีปริศนาระดับน้ำ ให้เดินลงไปจนถึงชั้นล่างสุดทาง ด้านซ้าย จะพบสวิตช์อยู่บนพื้น ให้เดินไปเหยียบเพื่อระบายน้ำออกจากโถงกลาง จากนั้นเดินย้อนกลับขึ้นมาทาง ขวาบน จะพบแพไม้ลอยอยู่ ให้เราเดินขึ้นแพและบังคับแพพายเข้าไปตรงกลางห้องโถง จะสามารถหยิบ “Silver Goddess Statue (ぎんのめがみぞう – กินโนะเมกามิโซ)” รูปปั้นเงินบริสุทธิ์ออกมาได้สำเร็จ!
นำรูปปั้นนี้กลับมาที่เมือง “Endor” ไปที่บ้านของเศรษฐีนักสะสมของเก่าทางมุม ขวาบน ของเมือง เขาจะขอซื้อรูปปั้นนี้ในราคาสูงถึง 25,000 เหรียญทอง! นำเงินก้อนนี้ไปสมทบกับเงินที่หามาได้จากการตีมอนสเตอร์ นำไปซื้อตึกร้านค้าที่ประกาศขายอยู่ทางมุม ซ้ายล่าง ของเมือง (ราคา 35,000 เหรียญทอง) ได้สำเร็จ!
โปรเจกต์ขุดอุโมงค์ระดับชาติ: Torneko จะพาภรรยาและลูกย้ายมาอยู่ที่ร้านใหม่ ภรรยาจะรับหน้าที่เป็นคนเฝ้าร้าน เราสามารถนำอาวุธที่ดรอปจากมอนสเตอร์ หรือซื้อจากร้านอื่น มาโยนใส่ตู้รับฝากของในร้าน ภรรยาของเราจะนำไปตั้งขายให้ลูกค้าในราคาที่แพงกว่าราคาประเมินถึง 1.5 เท่า! นี่คือวิธีปั๊มเงินที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเกม
ภารกิจสุดท้ายของบทนี้คือ ราชาทรงต้องการสร้างอุโมงค์ทะลุภูเขาข้ามทวีปไปทางทิศตะวันออก ให้เราไปที่ถ้ำทิศตะวันออกของ Endor คุยกับชายชรา เขาต้องการเงินระดมทุน 60,000 เหรียญทอง! วิธีหาเงินคือ ให้ Torneko วิ่งไปซื้ออาวุธแพงๆ อย่าง Broad Sword หรือ Abacus of Virtue จากร้านอื่น นำมาฝากให้ภรรยาขาย นอนหลับข้ามวันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เงินครบ 60,000 เหรียญ นำเงินไปมอบให้ชายชราที่ถ้ำ
หลังจากมอบเงิน ให้กลับมานอนที่บ้าน (ร้านของเรา) หลายๆ วัน จนกระทั่งภรรยาบอกว่ามีจดหมายแจ้งว่าอุโมงค์สร้างเสร็จแล้ว! ให้ Torneko เดินทางไปที่อุโมงค์ ลอดผ่านทะลุไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่งของภูเขา เป็นอันจบสิ้นการผจญภัยอันแสนวุ่นวายของพ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ในบทที่ 3 (ทริคแนะนำก่อนจบ: ให้นำเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ ไปกว้านซื้ออาวุธแพงๆ เช่น Broad Sword ยัดใส่กระเป๋าของ Torneko ไว้ให้เต็มทุกช่อง เพราะเมื่อเข้าสู่บทที่ 5 “เงิน” จะไม่ถูกโอนไป แต่ “ไอเท็มในกระเป๋า” จะถูกโอนไปให้หมด ซึ่งเราสามารถนำดาบเหล่านี้ไปขายทำทุนมหาศาลในช่วงต้นของบทที่ 5 ได้)
บทที่ 4: สองพี่น้องแห่งมงบาร์บาร่า (Chapter 4: Meena and Maya and the Mahabala Mystery)
ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นสองพี่น้องสายเวทย์ “Maya (マーニャ – มาเนีย)” นักเต้นระบำเปลื้องผ้าผู้มีพลังเวทมนตร์โจมตีรุนแรง และ “Meena (ミネア – มิเนีย)” หมอดูไพ่ทาโรต์ผู้เชี่ยวชาญเวทมนตร์รักษา ทั้งสองออกเดินทางเพื่อเป้าหมายเดียวคือการ “ล้างแค้น” ให้กับบิดา (Mahabala) ผู้เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่ถูกศิษย์ทรยศนามว่า Balzack สังหารอย่างโหดเหี้ยม
เบาะแสจากศิษย์เอก และไอเท็มแห่งความมืด: เริ่มต้นเนื้อเรื่องที่เมืองแห่งความบันเทิงและโรงละคร “Laissez Fayre/Monbaraba (モンバーバラ – มงบาร์บาร่า)” เมื่อแสดงระบำอำลาผู้ชมเสร็จสิ้น ให้ออกจากเมืองแล้วเดินทางขึ้นไปทาง ทิศเหนือ เพื่อแวะเยือนบ้านเกิดของพวกเธอ “Aubout du Monde/Kievs (コーミズ – โคมิซุ)” คุยกับชาวบ้านเพื่อรับรู้ว่า ศิษย์เอกอีกคนของพ่อที่รอดชีวิตมาได้ชื่อ Oojam กำลังซ่อนตัวอยู่ที่ถ้ำทางตะวันตก ให้มุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันตก เข้าสู่ถ้ำลับ “Gupta Gupha (コーミズ西の洞窟 – โคมิซุนิชิโนะโดคุตสึ)” ถ้ำนี้มีเส้นทางวกวน ให้เดินสำรวจลงไปชั้นล่างสุดทาง ขวาล่าง จะพบกับ “Oojam (オーリン – โอริน)” ชายร่างกำยำผู้กำลังฝึกฝนวิชาเพื่อเตรียมตัวล้างแค้น เขาจะดีใจมากที่พบลูกสาวของอาจารย์และขอเข้าร่วมปาร์ตี้ ข้อดีของ Oojam คือเขามีพละกำลังมหาศาล สามารถใช้มือเปล่า “งัดประตูที่ล็อกได้ทุกบาน” ในบทนี้ ทำให้เราไม่ต้องง้อกุญแจเลย ก่อนออกจากถ้ำนี้ ต้องสำรวจห้องลับต่างๆ ให้ทั่วเพื่อเก็บไอเท็มสำคัญ 2 ชิ้น คือ “Night Light (やみのランプ – ยามิโนะลัมพุ)” (ไอเท็มเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน) และอาวุธลับของพ่อ “Sphere of Silence (せいじゃくのたま – เซจาคุโนะทามะ)” ไอเท็มชิ้นหลังนี้มีผลในการ “ใบ้เวทมนตร์” ของศัตรู ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสู้บอส!
ระเบิดควันในปราสาท และบอสใหญ่: เดินทางขึ้นไปทาง ทิศเหนือ ของหมู่บ้าน Aubout du Monde จะพบปราสาทลางร้าย “Palais de Leon (キングレオ城 – คิงเลโอโจ)” เรายังเข้าห้องโถงกลางไม่ได้ ให้เดินทางผ่านปราสาทนี้ไปทาง ทิศตะวันตก จะพบกับเมืองเหมืองแร่ “Mamon Mine (アッテムト鉱山 – อัตเตมุโตะโคซัง)” บรรยากาศของเมืองนี้เต็มไปด้วยควันพิษ มืดหม่น และซากศพของชาวเหมือง ให้เดินทะลุเมืองตรงเข้าไปในเหมือง ลงไปจนถึงชั้นลึกสุดทาง ขวาบน ของเหมือง ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าขนลุก จะพบกล่องสมบัติที่มี “Powder Keg (かやくつぼ – คายะคุสึโบะ)” (ดินปืน/ระเบิดควัน) ซ่อนอยู่ หยิบมันมาให้ได้
ย้อนกลับมาที่ปราสาท “Palais de Leon” เดินเข้าประตูหน้าไปแล้วเลี้ยวไปทาง ขวาบน จะพบห้องทำงานของเสนาบดี (Chancellor) ให้เราไปยืนหลบอยู่ข้างๆ ตัวเขา แล้วเปิดกระเป๋ากดใช้ไอเท็ม “Powder Keg” ทันที! เสียงระเบิดตูมใหญ่จะทำให้เสนาบดีตกใจสุดขีด เขากลัวว่าเจ้านายของเขาจะเป็นอันตราย จึงรีบลุกลี้ลุกลนวิ่งไปที่กำแพงห้องโถงเพื่อเปิดทางลับ ให้ผู้เล่นแอบเดินตามเขาไปรักษาระยะห่างอย่าให้เขาเห็น สังเกตดูว่าเขากดปุ่มลับที่กำแพงตรงไหน เมื่อเขาเดินเข้าไปแล้ว ให้เราเดินไปกดปุ่มลับตรงนั้นบ้าง ผนังจะเปิดออก นำทางเข้าสู่ห้องลับของจอมทรยศ!
- Boss Fight: Balzack (バルザック – บัลซัค)
- กลยุทธ์: Balzack เป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจและมีเวทย์ฮีลตัวเองจนเต็มได้ ทันทีที่เข้าสู่ฉากต่อสู้ ให้ Maya หรือ Meena กดใช้ไอเท็ม “Sphere of Silence” ทันที! รัศมีแห่งความเงียบจะเข้าปกคลุม ทำให้ Balzack ไม่สามารถร่ายเวทย์ใดๆ ได้อีกเลย (ตัวมันจะเปลี่ยนสี) จากนั้นให้รุมโจมตีทางกายภาพและให้ Oojam ตบจนกว่ามันจะล้มลง การแก้แค้นสำเร็จลุล่วง!
ทว่า ความดีใจอยู่ได้เพียงไม่นาน ราชาปีศาจสิงโต “Keeleon/Marquis de Leon (キングレオ – คิงเลโอ)” จะกระโดดลงมาจากเพดานและด่าทอ Balzack ที่พ่ายแพ้ จากนั้นมันจะหันมาโจมตีเราแทน
- Unwinnable Boss Fight: Marquis de Leon บอสตัวนี้โจมตี 2-3 ครั้งต่อเทิร์น รุนแรงมากจนไม่สามารถเอาชนะได้ (เป็นสคริปต์บังคับแพ้ครั้งแรกของซีรีส์) ปล่อยให้ปาร์ตี้ของเราโดนตีจนตาย
การหลบหนี: เมื่อตื่นขึ้นมา ทั้งสามคนจะพบว่าตัวเองถูกจับขังอยู่ในคุกใต้ดิน เดินไปสำรวจบริเวณคุก จะพบชายชราคนหนึ่งนอนอยู่ เขาคืออดีตพระราชาตัวจริงของปราสาทนี้ที่ถูกขังลืม เขาจะตระหนักถึงชะตากรรมของพวกเราและมอบ “Boarding Pass (じょうせんけん – โจเซ็นเคน)” ให้ พร้อมบอกทางหนี ขณะที่เรางัดประตูลูกกรงและกำลังปีนบันไดหนีขึ้นมา ทหารยามของ Keeleon ก็แห่ตามมาทัน Oojam ผู้กล้าหาญจึงตัดสินใจเสียสละตัวเอง ยืนหยัดขวางประตูไว้เพียงลำพัง เพื่อซื้อเวลาให้สองพี่น้องหลบหนีออกไปได้สำเร็จ…
หนีออกมาจากปราสาทด้วยความโศกเศร้า มุ่งหน้าไปทาง ทิศเหนือ สู่เมืองท่าเรือ “Havre Leon (ハバリア – ฮาบาเรีย)” รีบวิ่งไปที่ท่าเรือ ยื่นตั๋วโดยสาร Boarding Pass ให้กะลาสี เพื่อขึ้นเรือหลบหนีข้ามทวีปไปยัง Endor ทิ้งแผ่นดินเกิดและซากความแค้นไว้เบื้องหลัง เป็นอันปิดฉากความดราม่าของบทที่ 4 อย่างสมบูรณ์ (ห้ามลืม: ก่อนคุยกับกะลาสีเพื่อให้เรือออก ให้เดินลงไปสำรวจถังไม้บนเรือลำนี้ เพื่อเก็บเหรียญ Small Medal ที่พลาดแล้วพลาดเลยให้ได้!)
บทที่ 5: เหล่าผู้กล้าที่ถูกเลือก (Chapter 5: The Chosen)
การผจญภัยที่แท้จริงเพื่อกอบกู้โลกเริ่มต้นขึ้นแล้ว ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นผู้กล้า “Hero (ゆうしゃ – ยูฉะ)” อย่างเต็มตัว
โศกนาฏกรรมและการเริ่มต้นของโชคชะตา: เกมจะเปิดฉากขึ้นในหมู่บ้านลับแลกลางหุบเขา ผู้กล้ากำลังฝึกฝนวิชาดาบอยู่อย่างสงบ ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็มืดมิด กองทัพของ Necrosaro นำโดยลูกสมุน ได้บุกเข้าโจมตีหมู่บ้านอย่างสายฟ้าแลบเพื่อสังหารสายเลือดนภา ชาวบ้านพยายามปกป้องผู้กล้าโดยนำตัวไปซ่อนที่ห้องใต้ดิน แต่เอลฟ์สาว Eliza สหายสนิทของผู้กล้า ได้ใช้เวทมนตร์แปลงกายเป็นตัวผู้กล้าเอง แล้ววิ่งออกไปรับดาบของปีศาจจนเสียชีวิต ปีศาจที่เข้าใจว่าภารกิจสำเร็จจึงล่าถอยไป เมื่อเหตุการณ์สงบ ผู้กล้าปีนขึ้นมาจากใต้ดิน พบเพียงซากศพและเถ้าถ่าน ด้วยความเศร้าโศกและปณิธานอันแรงกล้า ผู้กล้าจึงเดินออกจากหุบเขาเพียงลำพัง มุ่งหน้าลงมาทาง ทิศใต้ แวะพักใจที่บ้านคนตัดฟืน (Woodcutter’s cabin) จากนั้นเดินต่อไปทาง ทิศตะวันออก เข้าสู่เมือง “Casabranca (ブランカ – บลังก้า)” เพื่ออัพเกรดอาวุธและรับฟังข่าวสาร
รวบรวมพรรคพวก (The Gathering): จาก Casabranca ให้เดินทางไปทาง ทิศตะวันตก เดินลอดผ่านอุโมงค์ข้ามทวีป (ผลงานของ Torneko ในบท 3) ทะลุมายังปราสาท “Endor (エンドール – เอนโดรุ)” เดินเข้าไปในคาสิโน ผู้เล่นจะพบกับ Maya และ Meena ที่กำลังนั่งเศร้าอยู่หน้าโต๊ะพนัน เข้าไปพูดคุยกับพวกเธอ ทั้งสองจะสัมผัสได้ถึงพลังผู้กล้าและตัดสินใจขอเข้าร่วมปาร์ตี้! (ตรงนี้หากผู้เล่นเคยนำอาวุธแพงๆ ใส่ตัว Torneko ไว้ในบทที่ 3 ให้ไปที่ร้านรับฝากของเพื่อนำมาขายแลกเงินซื้อชุดเกราะหนักให้ผู้กล้าได้เลย)
ออกเดินทางจาก Endor มุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันออก สู่พื้นที่ทะเลทราย แวะที่โรงแรม Desert Inn จะพบกับชายหนุ่มชื่อ Hank Hoffman Jr. เขาบอกว่าเขามีรถม้า Wagon แต่ขาดคนช่วยลาก ให้เดินทางข้ามทะเลทรายไปทาง ทิศตะวันออก เข้าสู่ดันเจี้ยน “Cave of Betrayal (裏切りの洞窟 – อุรางิริโนะโดคุตสึ)” ภายในนี้เราจะถูกทดสอบจิตใจด้วยภาพลวงตาของพรรคพวกที่แสร้งทรยศ อย่าหลงกล ให้เดินสำรวจลงไปชั้นลึกสุด พังกำแพงหินเพื่อเก็บไอเท็ม “สัญลักษณ์แห่งศรัทธา” (Symbol of Faith) นำกลับมาให้ Hoffman ดู เขาจะประทับใจในความซื่อสัตย์ และยอมยกอดีตม้าของเขา (Mary Lou) และรถม้า Wagon ให้เราใช้งาน ทำให้ตอนนี้เราสามารถมีปาร์ตี้ได้มากกว่า 4 คนและสามารถสลับตัวละครเข้าออกระหว่างการสู้รบได้ตลอดเวลา!
ปลดปล่อยประภาคาร และสมทบกับ Torneko: ใช้รถม้าเดินทางข้ามทะเลทรายใหญ่มาทาง ทิศตะวันออก แวะเมืองน้ำพุร้อน “Bath (アネイル – อเนรุ)” และลงมาทาง ทิศใต้ สู่เมืองท่าเรือ “Porthtrunnel (コナンベリー – โคนันเบอรี่)” กะลาสีที่นี่บ่นว่าเรือไม่สามารถออกทะเลได้เพราะมีปีศาจยึดประภาคารและปล่อยแสงลวงตาหลอกให้เรือล่ม ให้เดินไปทาง ทิศตะวันออก ของเมือง เข้าสู่ประภาคาร “Pharos Beacon (大灯台 – ไดโทได)” ปีนบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นบนสุด จะพบ Torneko ยืนแอบอยู่ เขาจะขอร้องให้เราไปลุยกับมอนสเตอร์ที่เฝ้าเตาไฟแทนเขา กำจัดบอสลูกสมุนปีศาจให้หมด จากนั้นนำ “Holy Embers (せいなるたねび – เซนารุทาเนบิ)” ที่เก็บได้ในประภาคาร โยนลงไปในเตาไฟใหญ่ แสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์จะขับไล่ความมืดมิด ท่าเรือกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง Torneko จะชื่นชมในฝีมือของเรา เขาจะยกเรือลำใหญ่ของเขาให้เป็นพาหนะของเรา และขอเข้าร่วมปาร์ตี้อย่างเป็นทางการ! (คำเตือน: ก่อนที่จะคุยกับกัปตันเรือเพื่อออกทะเล อย่าลืมเดินลงไปสำรวจถังไม้บนเรือลำใหม่นี้เพื่อเก็บ Small Medal เสียก่อน เพราะถ้าเรือออกไปแล้วจะกลับมาหาไม่ได้อีก)
ตามหาเจ้าหญิง และยาวิเศษ Padequia: ตอนนี้เรามีเรือแล้ว โลกทั้งใบเปิดกว้าง! ล่องเรือไปทาง ทิศใต้ ของแผนที่ เข้าสู่ทวีปด้านล่าง แวะเทียบท่าที่เมือง “Mintos (ミントス – มินตอส)” เข้าไปในโรงแรมขนาดใหญ่ (ของ Conrad Hilton) จะพบ Borya ยืนหน้าเศร้าอยู่ เขาเล่าว่า Kiryl กำลังป่วยหนักด้วยโรคประหลาดนอนซมอยู่บนเตียง และ Alena ก็วิ่งออกไปตามหายาเพียงลำพัง Borya จะขอเข้าร่วมปาร์ตี้เพื่อไปช่วยเจ้าหญิง
ล่องเรือจาก Mintos ลงมาทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะพบประเทศเล็กๆ ชื่อ “Parthenia (ソレッタ – โซเร็ตต้า)” ที่นี่เป็นแหล่งเพาะปลูกยาสมุนไพรวิเศษ แต่ตอนนี้เมล็ดพันธุ์หมดเกลี้ยง พระราชาจะชี้ทางให้ไปที่ถ้ำทิศใต้ เข้าสู่ “Imperial Pantry of Parthenia (パデキアの洞窟 – ปาเดเคียโนะโดคุตสึ)” ดันเจี้ยนนี้มีกลไกพื้นที่เป็นสายพานเลื่อนและพื้นน้ำแข็งลื่น ผู้เล่นต้องกะจังหวะเดินชนกำแพงหินให้ตัวเราหยุดลื่นตกลงมาตรงกับหีบสมบัติกลางห้องให้พอดี เมื่อทำสำเร็จ จะสามารถหยิบ “Padequia Seed (パデキアのねっこ – ปาเดเกียโนะเน็คโกะ)” ออกมาได้ นำเมล็ดพันธุ์กลับไปที่ลานเพาะปลูกใน Parthenia ต้นไม้จะโตอย่างรวดเร็วและให้ใบยามา นำใบยานี้กลับไปให้ Kiryl กินที่เมือง Mintos ทันทีที่เขาฟื้นตัว Alena จะบุกพังประตูหน้าต่างเข้ามาในห้องด้วยความดีใจที่เพื่อนรอดชีวิต ทั้งสองคนจะขอบคุณและตกลงเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญให้กับปาร์ตี้ผู้กล้า!
ชำระแค้นให้สองพี่น้อง (Palais de Leon & Santeem): เป้าหมายต่อไปคือการกลับไปล้างแค้น! ล่องเรือกลับไปยังทวีปตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ตั้งของปราสาท “Palais de Leon (キングレオ城 – คิงเลโอโจ)” เมื่อเดินเข้าไปที่หน้าประตูห้องโถง เราจะพบทหารเอก Ragnar กำลังดวลเดือดกับทหารปีศาจอยู่ เมื่อเขาเห็นผู้กล้าที่เขารอคอยมาแสนนาน เขาจะเข้าร่วมปาร์ตี้ทันที (ตอนนี้ปาร์ตี้ The Chosen ของเรารวมตัวครบ 8 คนแล้ว!) นำกำลังบุกทะลวงเข้าไปในห้องบัลลังก์
- Boss Fight: Keeleon (Marquis de Leon) บอสสิงโตที่เคยเอาชนะเราไม่ได้ในบท 4 ตอนนี้เรามีระดับเลเวลและพรรคพวกที่พร้อมหน้า อัดเวทย์บัฟ (Kabuff, Oomph) และทุบมันให้แหลกคามือ
แต่ยังไม่จบแค่นี้ Balzack จอมทรยศได้หนีไปกบดานและยึดครองปราสาทบ้านเกิดของ Alena ให้ล่องเรือไปที่ปราสาท “Santeem (サントハイム – ซันโตไฮมุ)” บุกเข้าไปที่ห้องบัลลังก์ จะพบว่า Balzack ได้รับพลังวิวัฒนาการจาก Necrosaro จนกลายเป็นปีศาจร้ายร่างยักษ์สมบูรณ์แบบ
- Boss Fight: Balzack ใช้ท่าโจมตีหมู่ที่รุนแรงมาก ให้ Kiryl หรือ Meena สลับกันร่ายเวทย์ Fullheal และกำจัดมันให้สิ้นซาก เป็นการปิดฉากความแค้นของตระกูล Mahabala และนำความสงบกลับคืนสู่ Santeem อย่างแท้จริง
กุญแจสุดท้าย และไอเท็มแห่งนภา (The Zenithian Equipment):
ภารกิจต่อไปคือการรวบรวมอุปกรณ์แห่งสวรรค์ให้ครบเซ็ต
- Zenithian Shield: ล่องเรือไปตามชายฝั่งทาง ทิศตะวันออก ของ Burland จะพบกับเมืองลับแลบนภูเขาสูง “Femiscyra/Gardenbur (ガーデンブルグ – การ์เดนบุรุกุ)” ทางเข้าถูกภูเขาไฟปิดกั้น ให้กดใช้ไอเท็ม “Magma Staff (マグマのつえ – แมกม่าโนะสึเอะ)” (ได้จากการปราบ Balzack) ภูเขาจะถล่มเปิดทางให้ เมืองนี้มีแต่ผู้หญิงเท่านั้น เมื่อเข้าไป ปาร์ตี้ของเราจะถูกใส่ร้ายว่าขโมยของและถูกจับขัง เราต้องไปตามจับตัวโจรตัวจริงชื่อ Bakor ให้ได้ ให้เดินออกจากเมืองไปทาง ด้านขวา แล้วลงบันไดไปที่ถ้ำ ลอบดักจับ Bakor ในขณะที่เขากำลังนอนหลับ เมื่อนำตัวผู้ร้ายกลับมาได้ ราชินีจะทรงขออภัยและมอบ “Ultimate Key/Final Key (さいごのかぎ – ไซโกะโนะคางิ)” ให้เป็นรางวัล กุญแจนี้สามารถเปิดประตูคุกได้ทุกบานในโลก ให้นำไปไขประตูห้องใต้ดินในปราสาทเพื่อเก็บ “Zenithian Shield (てんくうのたて – เท็นคูโนะทาเตะ)” มาครอง
- Zenithian Helm: ล่องเรือไปยังเกาะทางทิศเหนือสุด จะพบเมืองบนสายน้ำ “Canalot/Stancia (スタンシアラ – สแตนเชียร่า)” พระราชาที่นี่ประกาศว่า หากใครทำให้เขาสนุกหรือหัวเราะได้ จะมอบหมวกแห่งนภาให้ ให้เรานั่งเรือกลับไปที่เมืองโรงละคร Laissez Fayre ค้นหาตัวดาวตลกชื่อ Panon นำเขาเข้าปาร์ตี้ และจัดเขาไว้ตำแหน่งแรกสุด (Leader) กลับไปคุยกับพระราชา Panon จะไม่ได้เล่าเรื่องตลก แต่เขาจะพูดบทกวีเตือนสติเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ทำให้พระราชาทรงซาบซึ้งใจอย่างมาก และยินยอมมอบ “Zenithian Helm (てんくうのかぶと – เท็นคูโนะคาบุโตะ)” ให้แต่โดยดี
- Zenithian Armour: ให้แล่นเรือไปที่เกาะแก่งทางตอนล่างของแผนที่ เข้าสู่ดันเจี้ยน “Shrine of the Breaking Waves (海鳴りのほこら – อุมินาริโนะโฮโคระ)” ที่นี่เป็นเหมือนค่ายกลใต้สมุทร ดำดิ่งลงไปชั้นลึกสุดจะพบชุดเกราะสวรรค์ “Zenithian Armour” วางตระหง่านอยู่
- Zenithian Sword: อาวุธชิ้นสุดท้ายอยู่บนสวรรค์ ให้ผู้เล่นตามหาบอลลูน (Hot Air Balloon) เพื่อบินข้ามภูเขาสูงชันไปยังเกาะตรงกลางแผนที่ เข้าสู่หมู่บ้านเอลฟ์ “El Forado (エルフの里 – เอรุฟุโนะซาโตะ)” ปีนขึ้นไปบนต้นไม้โลก “Yggdrasil (世界樹 – เซไคจู)” บนยอดกิ่งไม้สูงสุดจะพบดาบแห่งนภาปักอยู่ แต่พลังของมันหดหายไป
ความจริงของจ้าวปีศาจ (Rosehill & The Colossus): ใช้ขลุ่ยศักดิ์สิทธิ์ “Flute of Revelation” ที่หน้าหินสลักในหมู่บ้าน “Rosehill (ロザリーヒル – โรซารี่ฮิลล์)” ลิฟต์ลับจะพุ่งขึ้นสู่ยอดหอคอย
- Boss Fight: Sir Roseguardin อัศวินผู้ภักดีที่ Necrosaro ส่งมาคุ้มครองเอลฟ์สาว ข้อควรระวังขั้นสูงสุด: ระหว่างการต่อสู้ เขาจะร่ายเวทย์เรียกมอนสเตอร์ลูกสมุนออกมาช่วยรบ ผู้เล่น “ต้อง“ โฟกัสการโจมตีไปที่ลูกสมุนให้ตายหมดก่อน และ ปล่อยให้ Sir Roseguardin เป็นมอนสเตอร์ตัวสุดท้ายที่ถูกกำจัดในฉากต่อสู้นี้ หากทำสำเร็จ เขาจะดรอปไอเท็ม “Sphere of Silence (せいじゃくのたま – เซจาคุโนะทามะ)” อันทรงคุณค่ามาให้ เมื่อเขาตาย เราจะได้คุยกับ Rose เอลฟ์สาวผู้อาภัพ เธอจะร้องไห้หลั่งน้ำตาเป็นทับทิม และเล่าให้ฟังว่า Necrosaro คือคนรักของเธอ เขาเปลี่ยนไปเพราะถูกมนุษย์รังแกและพยายามจะล้างแค้นให้เธอ เธอขอร้องให้เราช่วยหยุดยั้งเขาก่อนที่เขาจะทำลายล้างโลก
สู่สวรรค์และปรโลก (Zenithia & Nadiria): เมื่อผู้กล้าสวมใส่อุปกรณ์แห่งนภาครบทั้ง 4 ชิ้น (ดาบ โล่ เกราะ หมวก) ให้เดินทางไปที่วิหารทิศตะวันตกเฉียงใต้ และปีนขึ้นไปบนหอคอย “Stairway to Zenithia (天空への塔 – เท็นคูเฮะโนะโท)” จนทะลุเมฆาขึ้นสู่ปราสาทลอยฟ้า “Zenithia (天空城 – เท็นคูโจ)” เข้าเฝ้า Zenith Dragon (มังกรเทพ) พระองค์จะอวยพรและปลุกพลังที่หลับใหลของ Zenithian Sword ให้กลับมาสว่างไสว และชี้ทางสู่รังของจ้าวปีศาจ ผู้กล้าและพรรคพวกกระโดดทะลุก้อนเมฆลงมาจากปราสาทลอยฟ้า ดำดิ่งผ่านถ้ำลึกใต้พิภพ “Doorway to Nadiria (闇の洞窟 – ยามิโนะโดคุตสึ)” ทะลุเข้าสู่มิติอันมืดมิด “Nadiria (闇の世界 – ยามิโนะเซไค)”
ที่แกนกลางของโลกแห่งความมืดนี้ มีปราสาทแห่งความตาย “Castle Nadiria (デスキャッスル – เดสแคสเซิล)” ตั้งตระหง่านอยู่ แต่ทางเข้าถูกปกป้องด้วย “ม่านบาเรียพลังงาน 4 สี” ที่สร้างเงื่อนไขไม่ให้ผู้ใดผ่านไปได้ ผู้เล่นต้องขับรถม้าตะลุยไปตามมุมทั้ง 4 ทิศของแผนที่ใต้พิภพนี้ เพื่อทำลายวิหารและบอสผู้เฝ้าบาเรียทั้งสี่ :
- วิหารทิศตะวันตกเฉียงใต้: พื้นที่นี้เต็มไปด้วยบ่อพิษ ให้ร่ายเวทย์ Stepguard ตลอดทาง ภายในมีปริศนารูปปั้นมอนสเตอร์ที่ขยับตามเราทุกก้าว วิธีแก้คือ ให้เดินขึ้นเหนือ 4 ก้าว, เดินตะวันออก 4 ก้าว, เดินขึ้นเหนือจนชิดกำแพง, แล้วเดินถอยออกทางตะวันตก รูปปั้นจะเดินติดกำแพงและสลัดหลุดออกไปได้ ทะลุไปจนพบกับ Boss: Gigademon ก่อนสู้มันจะพูดจาหลอกลวงว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังเรา ห้ามกดถอยหนีเด็ดขาด ให้พุ่งเข้าไปตีเลย ใช้เวทย์สายฟ้าและเวทย์ Blazemost ของ Maya ย่างสดมันซะ
- วิหารทิศตะวันตกเฉียงเหนือ: เฝ้าโดย Boss: Infernus Shadow มอนสเตอร์แห่งเงามืดที่ใช้เวทย์ระเบิดวงกว้าง Explodet สุดอันตราย อัดบัฟต้านเวทย์รัวๆ แล้วโต้กลับ
- วิหารทิศตะวันออกเฉียงใต้: เฝ้าโดย Boss: Anderoug มังกรสามหัวที่พ่นไฟผลาญปาร์ตี้
- วิหารทิศตะวันออกเฉียงเหนือ: เฝ้าโดย Boss: Radimvice (Aamon) จอมเวทย์เฒ่าผู้อยู่เบื้องหลังการยุแยงให้มนุษย์ทำร้าย Rose เพื่อปลุกปั่นให้ Necrosaro บ้าคลั่ง เป็นบอสที่น่ารังเกียจที่สุด กำจัดมันซะเพื่อล้างแค้นให้เอลฟ์สาว
ศึกตัดสิน ณ ยอดเขามรณะ (The Final Battle): เมื่อบาเรียทั้งสี่แตกสลาย ปราสาท “Castle Nadiria” จะเปิดออก เดินทะลวงผ่านเขาวงกตที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับสูง ทะลุออกไปด้านหลังปราสาท และปีนหน้าผาขึ้นสู่ยอดเขามรณะ ที่ใจกลางปล่องภูเขาไฟ “Necrosaro (デスピサロ – เดสพิศาโร่)” ในร่างอสูรกายสีเขียวขนาดมหึมาที่สูญเสียสติสัมปชัญญะไปหมดสิ้นกำลังรอคอยอยู่
- The Ultimate Final Boss Fight:Necrosaro
- การต่อสู้ครั้งนี้คือบททดสอบขั้นสูงสุดของ AI และการวางแผนของคุณ บอสตัวนี้จะลอกคราบและวิวัฒนาการตัวเองอย่างต่อเนื่องถึง 7 ร่าง!
- ร่างแรกๆ มันจะใช้การทุบทำลายวงกว้าง เมื่อ HP หมด แขนของมันจะขาดกระเด็นออกทีละข้าง จากนั้นหัวจะหลุดออก และหน้าท้องของมันจะปริแตกเผยให้เห็นใบหน้าใหม่ที่น่าสะพรึงกลัว!
- ในร่างสุดท้าย (ร่างที่ 7) มันจะโจมตี 2-3 ครั้งต่อเทิร์นด้วยเวทย์ที่รุนแรงที่สุด (ลมหายใจน้ำแข็ง, เปลวเพลิง, เวทย์ระเบิด)
- กลยุทธ์สำคัญ: ให้จัดปาร์ตี้ที่มีพลังกายภาพผสมเวทย์ฮีล (Hero, Ragnar, Alena, Kiryl/Meena) ให้ AI ของนักเวทย์ตั้งค่าเป็น “Defensive (いのちをだいじに)” เพื่อร่าย Omniheal (ฮีลหมู่เต็มหลอด) สลับกับ Kabuff อย่างต่อเนื่อง หากคุณมีไอเท็ม “Sphere of Silence” ที่เก็บมาได้ ให้กดใช้ในจังหวะที่มันร่ายเวทย์โหดๆ เพื่อซื้อเทิร์นให้ปาร์ตี้ฟื้นตัว
- ให้ผู้กล้าร่ายเวทย์สายฟ้า (Thundercrash/Gigabash) และสับด้วยดาบแห่งนภา ขณะที่ Alena ให้โจมตีคริติคอลรัวๆ ทุ่มสรรพกำลังและไอเท็มทุกชิ้นที่มี สับเปลี่ยนตัวละครที่บาดเจ็บไปพักในรถม้า (Wagon) แล้วลากตัวสำรองมาสู้ต่อ สู้ยิบตาจนกว่าอสูรกายร่างนี้จะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน!
เมื่อเอาชนะได้ พลังแห่งความชั่วร้ายจะสูญสลายไปจากโลก เทพแห่งนภาจะเสด็จลงมารับผู้กล้าและพรรคพวกกลับสู่ปราสาท สันติภาพที่รอคอยมาแสนนานได้กลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง… ฉากจบอันแสนประทับใจและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกมจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคุณ.
********* THE END *********
บทส่งท้าย.
การผจญภัยอันยาวนานใน Dragon Quest IV: Chapters of the Chosen ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เกมแนวเดินหน้าฆ่าฟันเพื่อปราบปีศาจร้ายอย่างมืดบอด แต่ตัวเกมได้สอดแทรกปรัชญาและบทเรียนชีวิตที่แสนลึกซึ้งเอาไว้อย่างแยบคาย เรื่องราวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบอันร้ายแรงของ “ความเกลียดชัง” และ “การสูญเสีย” จ้าวปีศาจ Psaro แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความชั่วร้าย แต่เขาเป็นเพียงบุรุษผู้แหลกสลายจากการที่หญิงอันเป็นที่รัก (Rose) ถูกรังแกและพรากชีวิตไป ความเจ็บปวดนั้นผลักดันให้เขายอมละทิ้งความเป็นมนุษย์และเลือกเส้นทางแห่งการล้างแค้นอันบ้าคลั่ง
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้กล้า “The Chosen” แม้ทุกคนจะเผชิญกับโศกนาฏกรรมและการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเช่นเดียวกัน (ผู้กล้าเสียสหายรัก, Maya และ Meena เสียบิดา, Alena เสียอาณาจักร) แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเปลี่ยน “ความเจ็บปวด” เหล่านั้นให้กลายเป็น “ความเข้มแข็ง” พวกเขาเรียนรู้ที่จะโอบกอดความโศกเศร้า จับมือสมานฉันท์ และต่อสู้เพื่อปกป้องโลกใบนี้ไม่ให้มีใครต้องพบเจอกับความสูญเสียเช่นนั้นอีก
คู่มือฉบับนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ว่าคุณผู้อ่านและเหล่าเกมเมอร์จะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค ความอยุติธรรม หรือความสูญเสียใดๆ ในชีวิตจริง ขอให้บทเรียนจากผู้กล้าทั้ง 8 คนเป็นเครื่องเตือนใจเสมอว่า การเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง การให้อภัย และการเชื่อมั่นในพลังแห่งมิตรภาพ ย่อมเป็นแสงสว่างที่นำพาเราออกจากความมืดมิดได้เสมอ ขอให้ทุกท่านนำแง่คิดดีๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งและเป็นพลังบวกให้กับสังคมต่อไป
โปรดติดตามผลงานคุณภาพคู่ขวัญเกมเมอร์ได้เรื่อยๆ ที่ www.GameXmagazine.com ขอให้ทุกท่านมีความสุขและรอยยิ้มกับการเล่นเกมเสมอครับ.
******************
บทสรุปเวอร์ชั่นคลาสสิคจากหนังสือ Gamemag ในตำนาน.






