แชร์ลงโซเชียลมีเดีย

เกริ่นนำ.

ในยุคทองของอุตสาหกรรมวิดีโอเกมช่วงต้นสหัสวรรษใหม่ เครื่องเล่นเกมคอนโซล “Dreamcast” (ドリームキャスト – ดรีมแคสต์) จากค่าย Sega ถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยและเป็นพื้นที่สำหรับนักพัฒนาในการสร้างสรรค์ผลงานที่ทะเยอทะยานที่สุดยุคหนึ่ง ท่ามกลางกระแสของเกมที่พยายามผลักดันกราฟิกสามมิติ (3D) ให้สมจริง ค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง “Capcom” (カプコン – แคปคอม) กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแสด้วยการนำเสนอผลงานศิลปะชั้นเลิศในรูปแบบกราฟิกสองมิติ (2D) ระดับมาสเตอร์พีซ ผ่านโปรเจกต์เกมแนวสวมบทบาท (Role-Playing Game หรือ RPG) ฟอร์มยักษ์ที่มีชื่อว่า “El Dorado Gate” (エルドラドゲート – เอลโดราโดเกต) ซึ่งได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการเกมอย่างมากด้วยรูปแบบการจัดจำหน่ายที่แปลกใหม่และไม่เคยมีมาก่อน

เกม “El Dorado Gate Volume 1” (エルドラドゲート 第1巻 – เอลโดราโดเกต ไดอิกคัง) ออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2000 ความทะเยอทะยานของโปรเจกต์นี้คือการวางแผนสร้างเกมทั้งหมด 7 แผ่น (7 Volumes) โดยจะทยอยออกวางจำหน่ายแผ่นใหม่ในทุกๆ สองเดือน (Bi-monthly) ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2001 การตัดสินใจแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นตอนๆ เช่นนี้ ทำให้ผู้เล่นเกิดความผูกพันและเฝ้ารอคอยการผจญภัยในบทต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ คล้ายกับการติดตามซีรีส์โทรทัศน์หรือการอ่านนวนิยายเล่มโปรดที่ต้องรอคอยเล่มต่อไปออกวางแผง

สิ่งที่ทำให้เกมนี้กลายเป็นผลงานที่ “ห้ามพลาด” และได้รับการยกย่องว่าเป็นเพชรเม็ดงาม (Hidden Gem) บนเครื่อง “Dreamcast” คือการรวมตัวกันของสุดยอดทีมงานนักพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ตัวปรมาจารย์ศิลปินนักวาดภาพประกอบระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง “Yoshitaka Amano” (天野喜孝 – โยชิตากะ อามาโนะ) ผู้ซึ่งมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์จากซีรีส์ Final Fantasy และ Vampire Hunter D มารับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบตัวละครและภาพวาดศิลปะภายในเกมทั้งหมด ลายเส้นอันวิจิตรตระการตา อ่อนช้อย พลิ้วไหว แต่แฝงไปด้วยความหม่นหมองและมีมนต์ขลังของเขา ได้ถูกถ่ายทอดลงมาเป็นภาพ 2D Sprites และฉากหลังที่วาดด้วยมืออย่างประณีตบรรจง ทำให้ทุกฉากทุกตอนในเกมมีความสวยงามราวกับภาพวาดศิลปะคลาสสิกที่เคลื่อนไหวได้

นอกจากความโดดเด่นด้านงานภาพแล้ว ระบบการเล่นของ “El Dorado Gate” ยังถือเป็นการฉีกกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของเกม RPG อย่างสิ้นเชิง ด้วยการถอดระบบการเก็บค่าประสบการณ์ (Experience Points หรือ EXP) ออกไปทั้งหมด ผู้เล่นจะไม่สามารถพึ่งพาการเดินวนต่อสู้กับมอนสเตอร์เพื่อเพิ่มเลเวลให้ตัวละครเก่งขึ้นได้อีกต่อไป แต่ความแข็งแกร่งของตัวละครจะถูกผูกติดอยู่กับการค้นหา การบริหารจัดการ และการผสมผสานอุปกรณ์สวมใส่ รวมถึงการทำความเข้าใจกับระบบธาตุเวทมนตร์อย่างลึกซึ้งแทน ความกล้าหาญในการนำเสนอระบบการเล่นที่แปลกใหม่ ผนวกกับเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ดราม่า และลุ่มลึก จึงทำให้ “El Dorado Gate Volume 1” เป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การเดินทางที่ดึงดูดให้ผู้เล่นดำดิ่งลงไปในโลกแห่งจินตนาการได้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คอเกม RPG ทุกคนควรหาโอกาสสัมผัสประสบการณ์อันล้ำค่านี้ด้วยตัวเองสักครั้ง 🌹


เนื้อเรื่องย่อของเกม (Synopsis)

เรื่องราวในมหากาพย์ “El Dorado Gate” เกิดขึ้นบนโลกสมมติที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกใบนี้ขับเคลื่อนและเจริญรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยีขุมพลังที่เรียกว่า “Stasia Engine” (スタシアエンジン – สตาเซียเอนจิน) ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สามารถสกัดพลังงานมหาศาลออกมาจากแร่ธาตุลึกลับที่ชื่อว่าแร่ Stasia ทว่า เบื้องหลังความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและวิถีชีวิตที่สะดวกสบายของมวลมนุษยชาติ โลกใบนี้กลับมีประวัติศาสตร์อันมืดมิดและตำนานปรัมปราที่ถูกลืมเลือนซุกซ่อนอยู่

ในอดีตกาลอันไกลโพ้น โลกเคยเป็นสมรภูมิรบของสงครามศักดิ์สิทธิ์ระหว่างทวยเทพสองขั้วอำนาจ ได้แก่ “Dios” (ディオス – ดิออส) เทพเจ้าผู้เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายและการทำลายล้าง และ “Razin” (ラジン – ราจิน) เทพเจ้าผู้ปกปักษ์รักษาความดีงามและความสมดุลของโลก สงครามครั้งนั้นกินเวลายาวนานและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ในท้ายที่สุด ฝ่ายความดีของเทพ “Razin” เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ทว่า แทนที่เขาจะปลิดชีพและทำลายล้าง “Dios” ให้สูญสิ้น เทพ “Razin” ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากลับเลือกที่จะผนึกพลังอำนาจของตนเองเอาไว้เพื่อกักขังเทพแห่งความชั่วร้าย ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาวะหลับใหลไปตลอดกาล

กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปนับพันปี พลังแห่งการผนึกเริ่มเสื่อมคลายลง “Dios” เริ่มสะสมพลังและเตรียมที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาสร้างความวิบัติให้กับโลกอีกครั้ง เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง เทพ “Razin” ที่ยังคงหลับใหลอยู่ จึงได้ตัดสินใจใช้พลังเฮือกสุดท้าย ส่งผ่านดวงวิญญาณแห่งเหล่านักรบศักดิ์สิทธิ์ของเขาในอดีต ไปจุติใหม่ในร่างของกลุ่มคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันจำนวน 12 คน

ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นหนึ่งใน 12 ผู้ถูกเลือกเหล่านี้ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีภูมิหลังที่เจ็บปวด มีบาดแผลในจิตใจ (Trauma) และมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาต้องออกเดินทางรอนแรมไปในโลกกว้างที่เต็มไปด้วยอันตราย โดยมีชายปริศนานามว่า “Bantross” (バントロス – บันโตรอส) ผู้พิทักษ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “Terra Fortuna” (テラ・フォルトゥーナ – เทอร์รา ฟอร์ทูนา) เป็นผู้คอยชี้แนะแนวทางและให้ความช่วยเหลือ

เป้าหมายสูงสุดของการผจญภัยในมหากาพย์นี้ คือการให้ผู้เล่นนำพาตัวละครทั้ง 12 คน เอาชนะอุปสรรคและเผชิญหน้ากับความมืดมิดในจิตใจของตนเอง รวบรวมสมาชิกให้ครบทั้ง 12 คน ค้นหาอัญมณีเวทมนตร์ “Orga Stones” (オルガストーン – ออร์กาสโตน) ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก เพื่อปลดล็อกพลังที่แท้จริง และเดินทางไปเปิดประตูแห่งตำนาน “El Dorado” (エルドラド – เอลโดราโด) ที่นั่น พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับ “Bals” (バルス – บาลส์) ขุนพลมือขวาผู้ทรงพลังที่สุดของ “Dios” ก่อนที่จะบุกทะลวงลงสู่โลกใต้พิภพเพื่อกำจัดเทพแห่งความชั่วร้ายให้สิ้นซาก และทำพิธีกรรมคืนชีพให้กับเทพ “Razin” เพื่อกอบกู้ความสงบสุขของโลกใบนี้ให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ใน “El Dorado Gate Volume 1” นี้ การเดินทางอันยิ่งใหญ่จะเริ่มต้นขึ้นผ่านมุมมองและเรื่องราวของตัวละคร 3 คนแรก ได้แก่ “Gomez” (ゴメス – โกเมส) นักดาบหนุ่มผู้ต้องโทษ, “Kanan” (カナン – คานัน) เด็กสาวผู้ต้องคำสาปจากหน้ากากปริศนา, และ “Radia” (ラディア – ราเดีย) จอมโจรสาวน้อยผู้สูญเสียครอบครัว เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาผู้เล่นก้าวเข้าสู่มหากาพย์แห่งโชคชะตาที่ไม่มีวันลืมเลือน


สิ่งควรรู้ก่อนเล่นเกม (Game Systems & Essential Mechanics)

ก่อนที่ผู้เล่นจะก้าวเท้าออกผจญภัยสู่โลกกว้าง มีระบบการเล่นและกลไกสำคัญหลายประการใน “El Dorado Gate” ที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นเอกลักษณ์และฉีกแนวไปจากเกม RPG บนท้องตลาดทั่วไป การทำความเข้าใจระบบเหล่านี้อย่างถ่องแท้ตั้งแต่ต้นเกม จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถวางแผนการต่อสู้ บริหารจัดการไอเท็ม และเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือสิ่งสำคัญที่ผู้เล่นห้ามพลาดและควรรู้ไว้ก่อนเริ่มเล่น

1. ระบบการพัฒนาตัวละครแบบไร้ค่าประสบการณ์ (No Experience Points System)

สิ่งแรกที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เล่นมากที่สุดคือ เกมนี้ ไม่มีระบบการเก็บค่าประสบการณ์ (EXP) และไม่มีการอัปเลเวล (Level Up) การต่อสู้กับมอนสเตอร์ตามฉากจะไม่ทำให้ตัวละครมีค่าสเตตัส (Status) พื้นฐานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ความแข็งแกร่ง พลังโจมตี พลังป้องกัน และพลังเวทมนตร์ของตัวละครทุกตัว จะขึ้นอยู่กับ อุปกรณ์สวมใส่ (อาวุธและชุดเกราะ) ที่ผู้เล่นสวมใส่ให้ในขณะนั้นล้วนๆ ดังนั้น การสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อค้นหาหีบสมบัติ การไขปริศนาเพื่อเข้าถึงพื้นที่ลับ และการบริหารจัดการอุปกรณ์จึงเปรียบเสมือนหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ในการพัฒนาตัวละครในเกมนี้

2. กฎเกณฑ์ของธาตุและสามเหลี่ยมแห่งความได้เปรียบ (Elemental Triangle System)

ระบบการต่อสู้ในเกมแม้จะเป็นรูปแบบ Turn-based ปกติ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบความแพ้ทาง-ชนะทางของธาตุ (Elemental Alignment) อย่างเข้มข้น อุปกรณ์สวมใส่ทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นดาบ ค้อน ชุดเกราะ รวมถึงเวทมนตร์ต่างๆ จะถูกกำหนดธาตุเอาไว้อย่างชัดเจนโดยแบ่งตาม “สี” ผู้เล่นจำเป็นต้องสับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ตรงกับสถานการณ์เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบอส การใส่เกราะผิดธาตุอาจหมายถึงความพ่ายแพ้ในพริบตาเดียว

3. ศิลปะแห่งเวทมนตร์และการผสมผสาน (The Art of Magic & Fusion)

ตัวละครแต่ละตัวจะมีขีดความสามารถในการรองรับเวทมนตร์ที่เรียกว่า Nen Capacity ที่แตกต่างกันออกไป เวทมนตร์ในเกมนี้แบ่งออกเป็น 5 สายหลัก ได้แก่ “Recov” (リカヴ – ริคัฟ) สำหรับฟื้นฟูพลังชีวิต, “Heat”, “Ice”, “Leaf”, และ “Light” สำหรับการโจมตี ผู้เล่นสามารถสร้างเวทมนตร์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นได้ในระหว่างการต่อสู้ ด้วยระบบ การผสมเวทมนตร์ (Magic Combination)

  • หากผู้เล่นมีเวทมนตร์ระดับ 1 ชนิดเดียวกัน 2 บท สามารถกดเลือกผสมกันในเมนูคำสั่งเพื่อร่ายเวทมนตร์ระดับ 2 ที่รุนแรงกว่าเดิมได้ทันที (ตัวอย่างเช่น เลือกใช้ “Ice” + “Ice” ระบบจะผสานพลังและปล่อยเวทมนตร์น้ำแข็งระดับสูงที่ชื่อว่า “Icen” ออกมา)
  • เวทมนตร์โจมตีหมู่ (Group Magic): หากเวทมนตร์ชิ้นใดมีตัวอักษร “W” นำหน้าชื่อ นั่นหมายความว่าเวทมนตร์บทนั้นสามารถสาดความเสียหายใส่ศัตรูได้ทั้งกลุ่ม (เช่น “W Ice”) และแน่นอนว่าผู้เล่นสามารถนำเวทหมู่มาผสมกันเพื่อสร้างการทำลายล้างขั้นสุดยอดได้เช่นกัน (เช่น “W Ice” + “W Ice” = “W Icen”)
  • ระบบจดจำสูตร (List Option): เพื่อความรวดเร็วในการต่อสู้ เมื่อผู้เล่นค้นพบสูตรผสมเวทมนตร์ใหม่ๆ สามารถบันทึกสูตรนั้นไว้ในคำสั่ง “List” ในเมนูต่อสู้ได้ ทำให้ในเทิร์นต่อๆ ไปสามารถกดเรียกใช้เวทมนตร์ระดับสูงได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลากดผสมใหม่ทุกครั้ง

4. เมนูคำสั่งในฉากต่อสู้ (Battle Menu Commands)

เมื่อผู้เล่นเผชิญหน้ากับศัตรู เกมจะตัดเข้าสู่ฉากต่อสู้ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person View) คล้ายคลึงกับเกมซีรีส์ Dragon Quest สิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวละครฝั่งผู้เล่นใน Volume 1 มักจะมีค่าความเร็ว (Speed) ที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้มอนสเตอร์มักจะได้สิทธิ์โจมตีก่อนเสมอ ดังนั้น การวางแผนล่วงหน้าจึงสำคัญมาก เมนูคำสั่งในภาษาญี่ปุ่นแปลเป็นภาษาอังกฤษและไทยได้ดังนี้:

5. ระบบร้านตีเหล็กอัปเกรดอาวุธ (Blacksmith Upgrading System)

แม้จะไม่มีการเก็บเลเวล แต่ผู้เล่นสามารถเพิ่มพลังโจมตีได้ด้วยการแวะเวียนไปยังร้านตีเหล็ก (Blacksmith) ที่ตั้งอยู่ตามเมืองต่างๆ ช่างตีเหล็กสามารถนำอาวุธระดับ 1 ที่มีลักษณะเหมือนกันและเป็น “ธาตุเดียวกัน” จำนวน 2 ชิ้น มาทำการหลอมรวม (Forge) เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์เป็นอาวุธระดับ 2 ที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าเดิมได้ ดังนั้น กฎเหล็กของเกมนี้คือ “อย่าเพิ่งรีบขายอาวุธเก่าทิ้ง” หากคุณยังมีอาวุธชนิดเดียวกันที่สามารถนำมาหลอมรวมกันได้ในอนาคต

6. การบริหารไอเท็มและคลังสัมภาระที่ Terra Fortuna

อีกหนึ่งความท้าทายคือระบบเศรษฐกิจในเกม มอนสเตอร์ใน “El Dorado Gate” จะไม่ดรอปเงินตราหลังจบการต่อสู้เลยแม้แต่แดงเดียว! เงินทุนทั้งหมดจะได้มาจากการนำอุปกรณ์หรือไอเท็มที่ไม่จำเป็นไปขายให้กับร้านค้าเท่านั้น นอกจากนี้ ช่องเก็บของของตัวละครมีจำกัด เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง หากได้รับไอเท็มจนล้นกระเป๋า หน้าจอจะปรากฏขึ้นให้ผู้เล่นเลือกไอเท็มที่จะถือติดตัวไว้ ส่วนไอเท็มชิ้นใดที่ไม่ได้ถูกเลือก ระบบจะทำการส่งไอเท็มเหล่านั้นกลับไปยังมิติ “Terra Fortuna” (เทอร์รา ฟอร์ทูนา) ซึ่งเปรียบเสมือนฐานทัพหลักและคลังเก็บของรวมโดยอัตโนมัติ ผู้เล่นสามารถเดินทางกลับไปยัง “Terra Fortuna” เพื่อจัดระเบียบไอเท็ม หรือทิ้งอาวุธทรงพลังไว้ให้ตัวละครอื่นๆ ในเนื้อเรื่องบทต่อไปหยิบยืมไปใช้ได้ ถือเป็นระบบที่เชื่อมโยงตัวละครทั้ง 12 คนเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน

7. อัญมณีศักดิ์สิทธิ์ Orga Stones (ภารกิจลับที่ห้ามพลาด!)

ตลอดระยะเวลาการเดินทางในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเมือง ในป่า หรือในดันเจี้ยน ผู้เล่นจะต้องคอยเป็นคนช่างสังเกตและเดินสำรวจทุกซอกทุกมุม เพื่อค้นหาไอเท็มลับที่เรียกว่า “Orga Stones” (オルガストーン – ออร์กาสโตน) ซึ่งมีลักษณะเป็นอัญมณีสีแดงเปล่งประกาย อัญมณีเหล่านี้มักจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เช่น ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ หลังกำแพง หรือในจุดอับสายตาที่มองไม่เห็นอย่างชัดเจน ความสำคัญของอัญมณีนี้คือ เมื่อผู้เล่นรวบรวม “Orga Stones” ได้ครบทุกๆ 5 ชิ้น ผู้เล่นสามารถเดินทางกลับไปยัง “Terra Fortuna” และเดินขึ้นไปยังห้องด้านบนของโถงหลัก (Upper Room) เพื่อนำอัญมณีเหล่านี้ไปมอบให้กับ NPC พิเศษเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นสุดยอดไอเท็ม อาวุธ หรือชุดเกราะระดับแรร์ (Rare Items) ที่ไม่มีวางขายที่ร้านค้าใดๆ ในโลก การค้นหา “Orga Stones” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ตัวละครของคุณแข็งแกร่งทะลุขีดจำกัด


คำเตือน999

บทสรุป.

(บทสรุปนี้ถูกแปลและเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษจาก GameFaq, GameSpot และ IGN เป็นหลัก(และจากแหล่งอื่นๆด้วยอีกประปราย เช่น Youtube, Reddit) ผู้เล่นจะได้รับข้อมูล “เนื้อเรื่อง” และ “ภารกิจ” ค่อนข้างสมบูรณ์.. แต่รายละเอียดการเดินทาง การบอกทิศ และรายละเอียดหยุมหยิมอื่นๆ อาจยังมีคลาดเคลื่อนอยู่บ้างในบางจุดในบางเกม.. หากเกิดการติดขัดระหว่างเล่น ผู้เล่นสามารถใช้วิจารณญาณในการคลำทางเองได้ก่อนเลยนะครับ แล้วล็อคอินเข้าเว็บ www.GameXmagazine.com คอมเม้นท์แจ้งรายละเอียดการติดขัดพร้อมวิธีแก้ไขหรือทางไปที่ถูกต้องด้านล่างได้เลยครับ.. แอดมินได้รับข้อความแล้วจะแก้ไขให้ถูกต้องทันทีครับ.. หรือผู้อ่านท่านใดมีทริคหรือเทคนิคเด็ดๆที่อยากบอกเพื่อนๆ ก็สามารถคอมเม้นท์บอกที่ด้านล่างได้เช่นกันนะครับ.. แอดมินอนุมัติแล้วข้อความจะแสดง เพื่อนๆทุกคนก็จะสามารถอ่านเทคนิคนั้นๆได้ครับ..)

Scenario 1: Awake Gomez (ตื่นเถิด!! โกเมซ!!!)

รายชื่อตัวละครสำคัญประจำบท:

  • “Gomez” (ゴメス – โกเมส): นักดาบหนุ่มเลือดร้อนผู้ก้าวร้าว มีพลังโจมตีกายภาพสูงลิ่ว แต่กลับมีทักษะด้านเวทมนตร์ที่ย่ำแย่
  • “Marsha” (マーシャ – มาร์ช่า): เด็กสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนที่หลงทางอยู่ในภูเขา
  • “Peck” (ペック – เป็ก): มารดาของมาร์ช่า ผู้ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก
  • “Garuda” (ガルーダ – การูด้า): เศรษฐีจอมโฉดและมาเฟียวายร้ายประจำเมือง
  • “Bantross” (バントロス – บันโตรอส): ชายชราปริศนาผู้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์และผู้นำทาง

จำนวน “Orga Stones” ที่ซ่อนอยู่ในบทนี้: 4 ชิ้น

เรื่องราวของมหากาพย์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชายหนุ่มร่างกำยำนามว่า “Gomez” (ゴメス – โกเมส) ผู้มีอดีตที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ได้ก้าวเท้าเข้ามายังเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง

1. จุดเริ่มต้น ณ เมือง York Town (ヨークの町 โยคโนะมาจิ)

  • เมื่อฉากเกมเริ่มต้นขึ้น ผู้เล่นจะอยู่ในเมือง “York Town” ทันทีที่ซูมลึกเข้าไปด้านใน คุณจะได้พบกับเหตุการณ์ความวุ่นวายในร้านเหล้า เมื่อกลุ่มอันธพาลกำลังจะมีปัญหากับหนุ่มล่ำร่างยักษ์ “Gomez” เพราะเค้าเผลอไปดื่มเหล้าของพวกมันเข้า.. พอพวกมันขอให้รับผิดชอบ เค้าก็ขอฉี่คืนให้(กวนไปอีก จะไม่มีเรื่องได้ยังไง 😝)..
  • การต่อสู้สอนระบบ (Tutorial Battles) : คุณจะต้องต่อสู้กับกลุ่มอันธพาลเหล่านี้ถึง 3 รอบต่อเนื่องกัน การต่อสู้ช่วงนี้ไม่ยาก ถือเป็นการฝึกซ้อมให้ผู้เล่นทำความคุ้นเคยกับเมนูคำสั่ง ให้ผู้เล่นกดคำสั่ง Fight โจมตีพวกมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนะครบทั้งสามกลุ่ม
  • เมื่อการวิวาทจบลง ท่ามกลางความตกตะลึงของชาวเมือง ชายลึกลับนามว่า “Bantross” (バントロス – บันโตรอส) จะปรากฏตัวขึ้น เขาน่าเกรงขามและเข้ามาสนทนากับคุณ เขาได้ยื่นข้อเสนอที่จะเป็นผู้นำทางให้กับชะตากรรมของคุณ เมื่อมีหน้าต่างตัวเลือกปรากฏขึ้นมา ให้ผู้เล่นเลือก ตอบข้อ 1 เพื่อยอมรับความช่วยเหลือและคำชี้แนะจากเขา
  • สำรวจเมืองก่อนออกเดินทาง: หลังจากได้รับคำแนะนำแล้ว อย่าเพิ่งรีบร้อนออกจากเมือง ให้ผู้เล่นเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของ “York Town” ก่อน ให้เดินไปทาง ด้านซ้าย เพื่อเข้าสู่พื้นที่ส่วนที่ 2 ของเมือง
  • ในพื้นที่นี้ ให้สังเกตถังไม้ที่วางอยู่ข้างทาง กดสำรวจเพื่อรับไอเท็มเวทมนตร์ฟื้นฟู “Recov” (リカヴ – ริคัฟ) ชิ้นแรก จากนั้นให้เดินไปหาชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามผลักกล่องไม้อย่างยากลำบาก ให้คุณกดสำรวจที่กล่องเพื่อช่วยเขาผลักกล่องนั้นให้พ้นทาง เมื่อกล่องขยับออกไป คุณจะสามารถเดินเข้าไปเก็บไอเท็ม “Recov” ชิ้นที่สองที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกล่องได้

2. ความลับในป่าทึบ (Secret Area)

  • เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ให้ออกเดินออกจากเมืองมาสู่แผนที่โลก (World Map) ในการผจญภัยครั้งนี้ มีพื้นที่ลับซ่อนอยู่
  • บนแผนที่โลก ให้ผู้เล่นบังคับตัวละครเดินมุ่งหน้าลงไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest) ของแผ่นดินใหญ่ เดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณมาถึงบริเวณที่มีกลุ่มต้นไม้เป็นป่าทึบหนาแน่นอยู่บริเวณมุมซ้ายล่างสุดของแผ่นดิน
  • เมื่อยืนอยู่ชิดกับป่าทึบเหล่านั้น ให้ผู้เล่นกดปุ่ม Start บนจอยสติ๊ก ตัวละครของคุณจะถูกวาร์ปเข้าสู่พื้นที่ลับ (Secret Area) ประจำบทนี้ทันที ภายในจะมีหีบสมบัติและไอเท็มที่มีประโยชน์ต่อการเริ่มต้นผจญภัยซ่อนอยู่ ให้เดินเก็บให้เกลี้ยงก่อนจะเดินออกมายังแผนที่โลกอีกครั้ง

3. ฝ่าด่านภูเขา Papucca Mountain (パプカ山 ปาปูกะยามะ)

  • เป้าหมายต่อไปคือการเดินทางมุ่งหน้าไปยังภูเขา “Papucca Mountain” เพื่อข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของทวีป
  • เตรียมความพร้อมธาตุ: มอนสเตอร์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดันเจี้ยนภูเขาแห่งนี้เป็นมอนสเตอร์ธาตุ “Leaf” (พืช/ดิน สีเขียว) ดังนั้น ก่อนเดินเข้าไป ให้ผู้เล่นกดเปิดเมนู Equip และทำการสวมใส่อาวุธประเภทค้อนธาตุไฟ (สีแดง) หรืออาวุธธาตุ “Heat” ที่มีอยู่ เพื่อให้คุณได้เปรียบในการต่อสู้และสามารถสร้างความเสียหายได้รุนแรงขึ้น
  • ดันเจี้ยนนี้ประกอบด้วยห้องย่อยๆ หลายห้อง ให้ผู้เล่นเดินลุยทะลวงเข้าไปตั้งแต่ห้องที่ 1 (Room 1) ไปจนถึงห้องที่ 4 (Room 4) ระหว่างทางอย่าลืมเดินแยกเข้าตามซอกหลืบเพื่อเก็บไอเท็มเวทมนตร์อย่าง “Heat” และ “Recov” ที่ตกอยู่ตามพื้น
  • พบพานเพื่อนร่วมทาง: เมื่อเดินฝ่าฟันมาจนถึงห้องที่ 6 (Room 6) คุณจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อวิ่งเข้าไปดู จะพบกับเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งชื่อ “Marsha” (マーシャ – มาร์ช่า) ที่กำลังถูกมอนสเตอร์ดุร้ายไล่ต้อนจนมุม นี่คือจุดที่บอสตัวแรกของเกมจะปรากฏตัวขึ้น!
  • Boss Fight: 2 Garuda Minor (ガルーダマイナー การูด้าไมเนอร์): บอสตัวนี้มากันเป็นคู่ พวกมันมีรูปร่างเหมือนนกปีศาจธาตุ “Leaf” ให้ผู้เล่นใช้ค้อนธาตุไฟ (สีแดง) ที่สวมใส่ไว้ พุ่งเข้าไปทุบพวกมันอย่างต่อเนื่อง การต่อสู้ไม่ได้ยากเกินความสามารถ หากเห็นว่า HP ของ “Gomez” ลดต่ำลง ก็ให้กดใช้ไอเท็มหรือร่ายเวทมนตร์ “Recov” เพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต
  • หลังจากประเคนค้อนไฟจนบอสนกทั้งสองร่วงลงไปกองกับพื้น “Marsha” จะกล่าวขอบคุณและขอร่วมเดินทางไปกับคุณด้วยเพื่อความปลอดภัย ให้เธอเข้าร่วมปาร์ตี้
  • เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านห้องที่ 7 จนถึงห้องที่ 10 และ 11 คุณจะพบกับชายคนหนึ่งที่กำลังใช้แรงงานขุดเจาะก้อนหินที่ถล่มลงมาปิดกั้นเส้นทางอยู่ เมื่อคุณเข้าไปใกล้ เขาจะสามารถเจาะหินจนทางเปิดออกพอดี ให้เดินผ่านช่องทางนั้นเพื่อออกจากดันเจี้ยนภูเขาสู่แผนที่โลกอีกฝั่งหนึ่งได้เลย

4. วิกฤตในเมืองหลวง Madra’s Capital (マドラの首都 มาโดระโนะชูโตะ)

  • จากแผนที่โลก ให้เดินเท้าต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเมืองขนาดใหญ่ที่ดูเจริญรุ่งเรือง เมืองนี้คือ “Madra’s Capital” มหานครแห่งนี้มีขนาดกว้างขวางและถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซนหลัก (4 Parts)
  • ค้นหาสมบัติในกองขยะ: ทันทีที่ก้าวเข้าเมือง ให้ผู้เล่นบังคับตัวละครเดินสำรวจไปทาง ด้านขวา (โซนตะวันออกของเมือง) คุณจะพบกับบริเวณที่เป็นกองขยะและของเก่าทิ้งแล้ว ให้เดินเข้าไปกดสำรวจที่กองขยะนั้น คุณจะโชคดีได้รับไอเท็มการ์ดสุดแรร์ “Sunday Card” (サンデーカード – ซันเดย์การ์ด) มาครอบครอง
  • น้ำใจจากครอบครัว: จากนั้น ให้เดินมุ่งหน้าไปยังโซนที่ 3 ของเมือง (โดยเดินขึ้นไปทาง ด้านบน ของแผนที่เมือง) เป้าหมายคือการพา “Marsha” กลับไปส่งที่บ้านของเธอ เมื่อไปถึงบ้าน คุณจะได้พบกับมารดาของเธอชื่อ “Peck” (ペック – เป็ก) และคุณตาของเธอ ทั้งครอบครัวดีใจมากที่ “Marsha” กลับมาอย่างปลอดภัย คุณตาประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของ “Gomez” จึงได้ตอบแทนความดีด้วยการอนุญาตให้ “Gomez” นอนพักค้างคืนที่บ้านของพวกเขาได้ฟรี 1 คืน เพื่อฟื้นฟูพลังงาน
  • โชคชะตาเล่นตลก: รุ่งอรุณของวันใหม่ เมื่อ “Gomez” ตื่นขึ้นและเดินออกมาสูดอากาศยามเช้าในเมือง เขากลับโชคร้ายเดินไปจ๊ะเอ๋กับกลุ่มอันธพาล 3 คนเดิม (พวกเดียวกับที่โดนอัดไปใน York Town) ที่ดักรอแก้แค้นอยู่ การวิวาทจึงเกิดขึ้นอีกครั้งท่ามกลางถนนในเมืองหลวง แต่คราวนี้ เรื่องราวมันใหญ่โตเกินไป ตำรวจลาดตระเวนของเมืองจึงกรูเข้ามาจับกุมตัว “Gomez” ในข้อหาก่อความวุ่นวาย และจับเขาไปขังคุก!
  • อิสรภาพที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ:
    • ในห้องขัง: คุณจะถูกขังรวมกับนักโทษอีกคนหนึ่ง คุณไม่สามารถพังประตูคุกออกไปได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องทำคือ ให้บังคับตัวละครเดินไปกด คุย (Talk) กับนักโทษที่อยู่ด้วยกัน คุยไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ หลายๆ รอบ จนกระทั่งทริกเกอร์เหตุการณ์ทำงาน ตำรวจจะเดินมาไขกุญแจเปิดประตูห้องขังและประกาศปล่อยตัวคุณเป็นอิสระ
    • ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากคุก “Gomez” ได้รู้ความจริงอันน่าตกใจว่า สาเหตุที่เขาถูกปล่อยตัว ไม่ใช่เพราะตำรวจเห็นใจ แต่เป็นเพราะ “Marsha” ได้นำสมบัติล้ำค่าประจำตระกูลมูลค่ามหาศาลถึง 20,000 senis (สกุลเงินในเกม) ไปจ่ายเป็นค่าประกันตัวเพื่อแลกกับอิสรภาพของเขา!
    • ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย “Gomez” ไม่อาจยอมรับการกระทำนี้ได้ เขาต้องการหาเงินทั้งหมดมาคืนให้กับครอบครัวของเธอ “Peck” ผู้เป็นแม่จึงถอนหายใจและแนะนำให้เขาลองไปหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้หนี้

5. งานใช้หนี้สุดโหดที่เหมืองแร่ Madra Mountain (The Mine)

  • เพื่อหาเงิน 20,000 senis ผู้เล่นจะต้องเดินทางออกจากเมืองหลวง และมุ่งหน้าไปยังเหมืองแร่ที่ตั้งอยู่บริเวณภูเขา “Madra Mountain” (マドラ山 – มาโดระยามะ)
  • เมื่อเดินเข้าไปถึงบริเวณปากเหมือง ให้เดินเข้าไปหาหัวหน้าคนงานชายที่ชื่อว่า “Cheese” (チーズ – ชีส) เมื่อเข้าไปคุย จะมีตัวเลือกปรากฏขึ้น ให้ ตอบข้อ 1 เพื่อขอรับจ้างทำงานเป็นคนงานขุดเหมือง
  • งานขุดเหมืองนี้จะถูกนำเสนอในรูปแบบมินิเกมตะลุยดันเจี้ยน โดยจะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 วัน (3 Journeys) คุณต้องทำให้ครบตามเงื่อนไขในแต่ละวัน:
    • การทำงานวันที่ 1: ให้เดินลงไปในเหมืองลึก ภารกิจของคุณคือการเดินสำรวจตามพื้นเหมืองเพื่อค้นหาและเก็บไอเท็มก้อนแร่ให้ครบ 6 ชิ้น ระวังมอนสเตอร์ที่โผล่มาขัดขวางด้วย เมื่อเก็บครบแล้ว ให้นำกลับขึ้นมาส่งให้ “Cheese” เขาจะมอบค่าจ้างให้คุณ 600 senis
    • การทำงานวันที่ 2: วันต่อมา ลงไปในเหมืองอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายคือหาแร่ให้ครบ 4 ชิ้น ในระหว่างที่คุณเดินสำรวจมาจนถึงบริเวณห้องที่ 2 (Room 2) ให้มองหาสัญลักษณ์หรือหีบที่ซ่อนอยู่ คุณจะค้นพบอาวุธระดับแรร์สุดแกร่ง “Super Hammer” (スーパーハンマー – ซูเปอร์แฮมเมอร์) ค้อนทรงพลังที่จะช่วยให้การต่อสู้ง่ายขึ้นมาก! จากนั้นให้เดินไปสับสวิตช์คันโยก (Lever) ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อกลไกเปิดทางเข้าไปยังห้องที่ 3 (Room 3) เข้าไปเก็บไอเท็มชิ้นสุดท้ายของวัน แล้วนำกลับไปส่ง “Cheese” เพื่อรับค่าจ้างอีก 500 senis
    • การทำงานวันที่ 3: ลงเหมืองเป็นวันที่สาม ให้มุ่งหน้าเข้าไปลุยต่อที่ห้อง 3 และฝ่าทะลุไปยังห้องที่ 4 (Room 4) เก็บไอเท็มแร่ที่ตกอยู่ แต่ในขณะที่คุณกำลังเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ทันใดนั้น “Marsha” ก็วิ่งกระหืดกระหอบลงมาในเหมืองเพื่อห้ามคุณ! เธอร้องไห้และบอกให้คุณหยุดทำงาน เพราะมาเฟียเศรษฐีจอมโฉดประจำเมืองที่มีอิทธิพลล้นฟ้าชื่อ “Garuda” (ガルーダ – การูด้า) ได้ยื่นข้อเสนออันเลวร้ายว่า เขาจะยอมล้างหนี้ 20,000 senis ทั้งหมดให้ แลกกับการที่ “Marsha” ต้องยอมแต่งงานและตกเป็นภรรยาของเขา!

6. บุกเดี่ยวตะลุยคฤหาสน์ Garuda’s House (Final Dungeon)

  • เลือดร้อนในกายของ “Gomez” เดือดพล่าน เขาไม่อาจยอมให้ผู้หญิงที่ช่วยเหลือเขาต้องมาตกนรกทั้งเป็นเพราะหนี้สินของเขา เขาจึงตัดสินใจจับอาวุธและบุกเดี่ยวเข้าไปยังคฤหาสน์สุดหรูของ “Garuda” (ガルーダの館 – การูด้าโนะยากาตะ) เพื่อชิงตัว “Marsha” กลับคืนมาให้จงได้
  • คฤหาสน์แห่งนี้เปรียบเสมือนดันเจี้ยนสุดท้ายของบทนี้ มีความสลับซับซ้อนและประกอบด้วยห้องทั้งหมด 12 ห้อง ผู้เล่นต้องเดินไขปริศนาสลับสวิตช์เปิดปิดประตูไปมาอย่างระมัดระวัง
  • ความลับในห้องที่ 3 (Room 3): เมื่อผู้เล่นเดินมาถึงห้องที่ 3 จะพบว่ามีศัตรูยืนขวางทางอยู่ถึง 4 กลุ่ม ให้เดินเข้าไปปะทะและจัดการพวกมันให้ราบคาบ เมื่อกำจัดศัตรูจนหมด คุณจะสามารถเดินทะลุกำแพงทาง ด้านขวา เข้าไปสู่ห้องลับ (Secret Room) ภายในนั้นมีหีบสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ เก็บมาให้หมด
  • การค้นหา Orga Stone (สำคัญมาก!): หลังจากนั้น ให้เดินฝ่ากลไกและฝูงมอนสเตอร์ลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงห้องที่ 9 (Room 9) ในห้องนี้ให้สังเกตตามมุมมืดหรือหลังสิ่งกีดขวางให้ดี จะมีอัญมณีสีแดง “Orga Stone” ซ่อนอยู่ 1 ชิ้น เก็บมาให้จงได้ก่อนจะเดินผ่านไป
  • บอสใหญ่ประจำคฤหาสน์: เมื่อคุณผลักประตูเดินเข้าสู่ห้องที่ 10 (Room 10) คุณจะได้พบกับตัวการใหญ่ “Garuda” ที่ยืนล้อมรอบไปด้วยลูกน้อง ก่อนจะเดินเข้าไปปะทะ ให้กดเมนู Equip สวมใส่อาวุธและชุดเกราะที่ดีที่สุดที่มี และเตรียมตัวให้พร้อม
  • Boss Fight: Garuda + 2 Garuda Minor:
    • การต่อสู้จะเริ่มขึ้นโดยมีลูกน้องนกปีศาจขนาบข้างบอสใหญ่ กลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดคือการเล็งเป้าหมายโจมตีไปที่ลูกน้อง “Garuda Minor” ทั้งสองตัวให้ตายก่อน เพื่อลดจำนวนความเสียหายที่คุณจะได้รับในแต่ละเทิร์น
    • เมื่อลูกน้องตายหมด ค่อยหันมารุมโจมตี “Garuda” หากคุณมีเวทมนตร์หรือมีสกิลโจมตีหมู่ ให้งัดออกมาใช้ในช่วงแรกเพื่อกวาดลูกน้องให้ไวที่สุด คอยเช็ค HP ของ “Gomez” อย่าให้ต่ำกว่าครึ่งหลอด

7. ศึกตัดสินสายเลือดมังกรศิลา (Final Battle)

  • หลังจากเอาชนะ “Garuda” ได้จนมันล้มกลิ้งลงไปกับพื้น อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะเหตุการณ์ยังไม่จบ ให้เดินขึ้นบันไดใหญ่ต่อไปยังชั้น 3 (3F) ซึ่งเป็นห้องที่ 12 (Room 12)
  • ที่นั่น คุณจะได้พบกับชายปริศนาผู้อยู่เบื้องหลังความชั่วร้ายทั้งหมด นามว่า “Draco” (ドラコ – ดราโก้) เขาหัวเราะเยาะในความพยายามของคุณ และใช้พลังเวทมนตร์ปลดปล่อยสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวออกมาเพื่อหมายจะขยี้คุณให้แหลกคาเท้า
  • Final Boss: Rune Dragon (ルーン・ドラゴン รูนดราก้อน):
    • นี่คือบอสใหญ่ตัวจริงประจำบทที่ 1 สัตว์ประหลาดมังกรศิลาตัวนี้มีพลังป้องกันและพลังโจมตีที่รุนแรงมาก การโจมตีทางกายภาพปกติอาจสร้างความเสียหายได้ไม่เต็มที่
    • จุดอ่อนที่สำคัญ: มังกรตัวนี้แพ้ทางเวทมนตร์แห่งแสง! ให้ผู้เล่นเน้นใช้เวทมนตร์ธาตุ “Light” (สีเหลือง) เข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง เพราะจะสามารถเจาะเกราะและสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล
    • ในขณะเดียวกัน ให้มอบหมายหน้าที่ให้ “Marsha” คอยยืนอยู่แนวหลัง ไม่ต้องโจมตี แต่ให้เธอสแตนด์บายคอยร่ายเวทมนตร์ฟื้นฟู “Recov” เพื่อรักษาพลังชีวิตของ “Gomez” ให้เต็มอยู่ตลอดเวลา การทำงานประสานกันเช่นนี้คือหนทางสู่ชัยชนะ
  • เมื่อคุณประเคนเวทมนตร์แสงใส่มันจนกระทั่งมังกรยักษ์คำรามลั่นและพังทลายลง “Gomez” จะยืนหอบเหนื่อยอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ในวินาทีนั้นเอง จิตวิญญาณนักรบแห่งอดีตกาลที่หลับใหลอยู่ในตัวเขาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เขาตระหนักถึงพลังและโชคชะตาที่แท้จริงของตนเอง หน้าจอจะค่อยๆ สว่างขึ้น เป็นอันจบเนื้อเรื่องในบทแรกอย่างสมบูรณ์แบบและอิ่มเอมใจ

(เคล็ดลับพิเศษสำหรับสายสปีดรัน: เมื่อเกมตัดเข้าสู่ฉากจบของบทและเริ่มขึ้นรายชื่อเครดิตผู้สร้าง คุณสามารถประหยัดเวลาได้ด้วยการกดปุ่ม A บนจอยสติ๊กค้างไว้ เพื่อเร่งความเร็วข้ามฉากเครดิตเหล่านั้นไปสู่หน้าจอหลักได้อย่างรวดเร็ว)


Scenario 2: The Adventure of Kanan (การผจญภัยของคานัน)

รายชื่อตัวละครสำคัญประจำบท:

  • “Kanan” (カナン – คานัน): นักเวทสาววัย 16 ปี ผู้มีพลังเวทมนตร์มหาศาลแต่มีอดีตอันโหดร้ายจากการถูกไฟคลอก จนต้องสวมหน้ากากปริศนาอยู่ตลอดเวลา
  • “Bingo” (ビンゴ – บิงโก), “Polon” (ポロン – โปลอน), “Pepi” (ペピ – เปปิ): แก๊งเด็กกำพร้าเพื่อนซี้ของคานัน ผู้คอยเป็นกำลังใจให้เธอ
  • “Freeman” (フリーマン – ฟรีแมน): วายร้ายประจำตอน ชายผู้ถูกครอบงำด้วยพลังด้านมืดและหมายจะทำลายล้างทุกสิ่ง

จำนวน “Orga Stones” ที่ซ่อนอยู่ในบทนี้: 5 ชิ้น

เรื่องราวในบทที่ 2 นี้ จะพาย้อนกลับมาอยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันกับบทแรก ณ เมือง “Madra’s Capital” (マドラの首都 – มาโดระโนะชูโตะ) แต่คราวนี้ผู้เล่นจะได้ติดตามมุมมองของเด็กสาววัย 16 ปี นามว่า “Kanan” (カナン – คานัน) เด็กสาวผู้มีอดีตที่บอบช้ำจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พรากทุกสิ่งไปจากเธอ ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย เธอได้รับพลังลึกลับจาก “หน้ากากปริศนา” ที่หลอมรวมเข้ากับใบหน้าที่เสียโฉมของเธอ หน้ากากนี้ไม่เพียงแต่ปกปิดบาดแผล แต่ยังมอบพลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องเธอ ทว่า พลังนั้นกลับแฝงไปด้วยความมืดมิดที่คอยกัดกินจิตใจของเธอทีละน้อย

1. ตื่นขึ้นมาในมหานคร Madra’s Capital

  • หลังจากดูฉากคัตซีนเล่าอดีตอันแสนเศร้าของ “Kanan” จบลง ผู้เล่นจะได้รับสิทธิ์ในการควบคุมตัวละครของเธอ ยืนอยู่บริเวณโซนแรกของเมือง “Madra’s Capital”
  • เริ่มต้นด้วยการเก็บของลับ: ให้บังคับ “Kanan” เดินสำรวจขึ้นไปทาง ด้านบน (ทิศเหนือ) ของโซนแรกนี้ เดินเลาะตามแนวกำแพงหรือมุมตึกให้ดี คุณจะพบกับจุดแสงวับๆ ซ่อนอยู่ กดสำรวจเพื่อเก็บอัญมณี “Orga Stone” ชิ้นแรกของบทนี้เข้ากระเป๋าทันที
  • เหตุการณ์โดนล้วงกระเป๋าสุดช็อก: ระหว่างที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับการเดินสำรวจเมือง ให้เดินไปหาไอเท็มการ์ดสุดแรร์ที่ตกอยู่ชื่อว่า “Wednesday Card” (ウェンズデーカード – เวนส์เดย์การ์ด) แต่ในวินาทีที่ “Kanan” ก้มลงเก็บการ์ดใบนั้น ทันใดนั้นเอง! เด็กสาวหัวขโมยหน้าตาทะเล้นชื่อ “Radia” (ตัวเอกที่คุณจะได้เล่นในบทที่ 3) จะวิ่งหน้าตั้งเข้ามาชนคุณอย่างจัง และอาศัยจังหวะชุลมุนล้วงกระเป๋าฉกการ์ดใบนั้นวิ่งหนีหายวับไปต่อหน้าต่อตา! (ไม่ต้องตกใจหรือหัวเสียไป เพราะนี่คือเหตุการณ์บังคับของเนื้อเรื่อง และคุณจะมีโอกาสไปทวงคืนในบทต่อไป)

2. รวมตัวแก๊งเพื่อนซี้และเส้นทางลับใต้ดิน

  • หลังจากโดนขโมยของ ให้ผู้เล่นเดินข้ามโซนไปทาง ด้านซ้าย เข้าสู่พื้นที่โซนที่ 2 ของเมือง ให้มองหาบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมหลังหนึ่งแล้วเดินเข้าไปข้างใน
  • ที่นั่น คุณจะได้พบกับแก๊งเด็กกำพร้าซึ่งเป็นเพื่อนรักเพียงกลุ่มเดียวของ “Kanan” ได้แก่ “Bingo” (ビンゴ – บิงโก), “Polon” (ポロン – โปลอน), และ “Pepi” (ペピ – เปปิ) หลังจากพูดคุยปรับทุกข์และวางแผนกัน แก๊งเพื่อนๆ จะช่วยกันเปิดประตูกลไกที่ซ่อนอยู่ นำทางคุณลงไปสู่ “Secret Passageway” (秘密の通路 – ฮิมิตสึโนะสึโระ) ทางลับใต้ดินที่ทอดยาวไปสู่ความมืดมิด

3. ตะลุยเขาวงกต Secret Passageway

  • เมื่อก้าวลงมายังทางลับใต้ดิน บรรยากาศจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์และกลไกปริศนา
  • กลไกเครื่องเทเลพอร์ต: ผู้เล่นจะต้องเดินไขปริศนาโดยการเหยียบจุดวาร์ป (Teleport Devices) เพื่อให้ตัวละครเคลื่อนย้ายข้ามห้องไปมาอย่างถูกต้อง หากเหยียบผิดจุดก็จะถูกส่งกลับมาที่เดิม ต้องอาศัยการจดจำเส้นทางให้ดี
  • ปริศนาสวิตช์สี (Room 7): เดินฝ่ามอนสเตอร์และวาร์ปมาเรื่อยๆ จนกระทั่งทะลุมาถึงห้องที่ 7 (Room 7) ในห้องนี้ คุณจะพบกับประตูกลไกบานใหญ่ที่ถูกล็อกเอาไว้ และมีสวิตช์สี 3 สีวางเรียงกันอยู่บนพื้น นี่คือปริศนาแรกที่ต้องแก้ ให้ผู้เล่นเดินไปเหยียบสวิตช์ตามลำดับสีดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด: สีเขียว (Green) -> สีแดง (Red) -> สีน้ำเงิน (Blue) ทันทีที่เหยียบครบตามลำดับ เสียงกลไกจะทำงานและประตูทางไปต่อจะเปิดออกอย่างช้าๆ

4. ฝ่าด่านทรหดแห่งถ้ำสีน้ำเงิน Blue Cave (青の洞窟 อาโอโนะโดคุสึ)

  • หลังผ่านประตูมาได้ คุณจะเข้าสู่เขตแดนของ “Blue Cave” ถ้ำผลึกน้ำแข็งที่หนาวเหน็บและอันตรายยิ่งขึ้น
  • กฎข้อบังคับเรื่องธาตุ: ดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวของศัตรูธาตุ “Ice” (น้ำ/น้ำแข็ง สีน้ำเงิน) ดังนั้น กฎเหล็กที่ผู้เล่น “ต้องทำทันที” คือการกดหยุดเกม เปิดเมนู Equip แล้วเปลี่ยนอาวุธและชุดเกราะทั้งหมดของ “Kanan” ให้เป็นธาตุ “Leaf” (สีเขียว) หรือธาตุ “Heat” (สีแดง) เพื่อต้านทานเวทมนตร์ความเย็น และสร้างความเสียหายโต้กลับได้อย่างรุนแรงที่สุด หากยังดื้อดึงใส่เกราะสีน้ำเงิน คุณจะถูกแช่แข็งตายในไม่กี่เทิร์น
  • ปริศนาสวิตช์สีรอบที่สอง: วาร์ปผ่านห้องผลึกน้ำแข็งต่างๆ จนมาถึงห้องที่ 7 ของถ้ำนี้ คุณจะเจอปริศนาสวิตช์สีอีกครั้ง แต่คราวนี้ลำดับการเหยียบจะเปลี่ยนไป ให้เหยียบสวิตช์ตามนี้: สีแดง (Red) -> สีเขียว (Green) -> สีน้ำเงิน (Blue) เพื่อเปิดทางไปต่อ
  • เผชิญหน้าปีศาจน้ำแข็ง: เมื่อเดินลึกเข้าไปจนถึงลานกว้าง คุณจะได้พบกับบอสร่างยักษ์ Boss: Blue Demon (ブルーデーモン บลูเดมอน)
    • บอสตัวนี้มีความทนทานต่อการโจมตีทางกายภาพสูงมาก การร่ายเวทมนตร์ธรรมดาอาจไม่สะเทือนผิวหนังมันเลย ในช่วง 2-3 เทิร์นแรก ให้ผู้เล่นกดคำสั่ง Defense ป้องกันตัวไปก่อนเพื่อรอดูท่าที
    • จนกระทั่งมีเนื้อเรื่อง (อีเวนต์) แทรกเข้ามา “Kanan” จะถูกต้อนจนมุม ทำให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยินยอม “ปลดปล่อยพลังด้านมืด” ที่ซ่อนอยู่ภายในหน้ากากของเธอออกมา ทันใดนั้น ออร่าแห่งเวทมนตร์ของเธอจะพวยพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ค่าพลังเวทจะทะลุขีดจำกัด!
    • เมื่อได้รับบัฟพลังนี้แล้ว ให้ผู้เล่นจัดหนักจัดเต็มด้วยการร่ายเวทมนตร์ธาตุ “Leaf” (สีเขียว) ขั้นสูงสุดที่มี อัดกระหน่ำใส่มันจนกว่าร่างผลึกของมันจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

5. ฝ่าด่านนรกภูเขาไฟ Red Cave (赤の洞窟 อากะโนะโดคุสึ)

  • หลังจากปราบปีศาจน้ำแข็งได้ ทางเดินจะนำพาคุณดำดิ่งลึกลงไปอีก สู่เขตแดนที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “Red Cave” ถ้ำภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยลาวาเดือดพล่าน
  • อันตรายจากลาวาและการเปลี่ยนเกราะ: บริเวณทางเดินในถ้ำนี้จะมีลาวาไหลนองอยู่ หากผู้เล่นเดินเหยียบลาวา ค่า HP ของตัวละครจะลดลงเรื่อยๆ ทุกย่างก้าว สิ่งที่ผู้เล่น “จำเป็นต้องทำทันที” คือ รีบเปิดเมนู Equip สับเปลี่ยนอาวุธและชุดเกราะทั้งหมดให้กลับมาเป็นธาตุ “Ice” (สีน้ำเงิน) เพื่อสร้างเกราะกันความร้อนและลดทอนความเสียหายจากสภาพแวดล้อมและมอนสเตอร์ธาตุไฟ
  • การค้นหา Orga Stone และปริศนาสุดท้าย: ในห้องที่ 7 ของถ้ำลาวานี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่แดงฉาน ให้ผู้เล่นเดินชิดขอบผนังและสำรวจตามมุมมืดให้ดี คุณจะพบ “Orga Stone” อีกชิ้นหนึ่งตกอยู่ รีบเก็บมาให้ไว จากนั้นเผชิญกับปริศนาสวิตช์สีด่านสุดท้าย ให้เหยียบตามลำดับดังนี้: สีน้ำเงิน (Blue) -> สีเขียว (Green) -> สีแดง (Red)
  • เผชิญหน้าอสูรเพลิง: เดินทะลุประตูเข้าไปสู่ใจกลางปล่องภูเขาไฟ คุณจะพบกับบอสร่างยักษ์ที่อาบไปด้วยเปลวเพลิง Boss: Red Demon (レッドデーモン เรดเดมอน)
    • บอสตัวนี้โจมตีด้วยเวทไฟที่รุนแรงมาก แต่ด้วยการที่คุณสวมใส่เกราะธาตุ “Ice” เอาไว้แล้ว ความเสียหายจึงลดลงไปมาก
    • ให้ผู้เล่นใช้เวทมนตร์ธาตุ “Ice” เข้าโจมตี หากสามารถผสมเวทมนตร์ให้กลายเป็น “Icen” ได้ ให้ใช้สาดความเย็นเข้าใส่มันอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าไฟในตัวมันจะดับมอดและละลายกลายเป็นจุล
  • การพบกันของโชคชะตา: ทันทีที่คุณเอาชนะอสูรเพลิงได้สำเร็จ จู่ๆ เพดานถ้ำเบื้องบนก็พังถล่มลงมา พร้อมกับร่างของนักดาบหนุ่ม “Gomez” (พระเอกสุดเท่ในบทที่แล้ว) ที่บังเอิญตกลงมาจากข้างบนอย่างพอดิบพอดี! หลังจากลุกขึ้นมาปัดฝุ่นและพูดคุยกันอย่างงงๆ “Gomez” จะตัดสินใจขอเข้าร่วมปาร์ตี้เพื่อปกป้องคุณ! การได้หนุ่มกล้ามโตมาช่วยเป็นตัวแทงค์ในแนวหน้า ทำให้การต่อสู้จากนี้ไปง่ายดายและอุ่นใจขึ้นเป็นกอง

6. ศึกตัดสิน ณ เมืองหลวง (Final Battle)

  • หลังจากได้กำลังเสริม ให้ผู้เล่นพาปาร์ตี้ของ “Kanan” และ “Gomez” เดินเท้าปีนกลับขึ้นมายังพื้นผิวโลก และมุ่งหน้ากลับมาที่ “Madra’s Capital” อีกครั้ง
  • เมื่อมาถึง บรรยากาศของเมืองหลวงได้เปลี่ยนไป ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึน และสัมผัสได้ถึงวิญญาณร้ายที่ครอบงำผู้คนอยู่เบื้องหลัง
  • ณ ใจกลางเมือง คุณจะได้เผชิญหน้ากับบอสใหญ่ประจำบท Final Boss: Freeman (フリーマン ฟรีแมน) ชายผู้สิ้นหวังที่ถูกพลังด้านมืดครอบงำจนเสียสติ กลายร่างเป็นปีศาจธาตุ “Blue/Ice” ที่ทรงพลัง
  • กลยุทธ์การสู้บอสใหญ่:
    • ก่อนเริ่มสู้ ให้ผู้เล่นรีบสวมใส่อุปกรณ์ธาตุ “Leaf” (สีเขียว) ให้กับตัวละครทั้งสองคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    • “Freeman” มีท่าไม้ตายเป็นเวทมนตร์โจมตีหมู่ที่รุนแรงและกวาดความเสียหายได้ทั้งปาร์ตี้ ดังนั้น การแบ่งหน้าที่จึงสำคัญสูงสุด
    • หน้าที่ของ Gomez: รับบทเป็นหน่วยทะลวงฟัน ให้เขากดคำสั่ง Fight พุ่งเข้าไปสับบอสด้วยการโจมตีกายภาพหนักๆ อย่างเดียว ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น
    • หน้าที่ของ Kanan: “ห้ามกดโจมตีเด็ดขาด!” ให้เธอถอยไปยืนอยู่แนวหลัง และเตรียมพร้อมที่จะร่ายเวทมนตร์ฟื้นฟู “Recov” ระดับ 3 (หากคุณอัปเกรดและผสมเวทมนตร์มาดีพอในระหว่างทาง) เพื่อคอยเติม HP ให้กับปาร์ตี้ในทุกๆ เทิร์นที่มีการโจมตีหมู่
    • ให้ผู้เล่นสู้แบบประคองเกม ยืดเยื้อไปสักพัก ใช้ความอดทนและรอจังหวะที่บอสเริ่มอ่อนแรง ในที่สุด การประสานงานของทั้งคู่ก็จะสามารถปราบ “Freeman” ลงได้สำเร็จ การล่มสลายของวายร้ายผู้นี้ ยังเป็นการช่วยปลดแอกพลังด้านมืดที่คอยกัดกินจิตใจของ “Kanan” ออกไปได้ในที่สุด เธอได้เรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของหน้ากาก แทนที่จะให้มันมาควบคุมเธอ เป็นการปิดฉากบทที่ 2 ด้วยชัยชนะของจิตวิญญาณ

Scenario 3: The Misadventure of Radia (การผจญภัยผิดคิวของราเดีย)

รายชื่อตัวละครสำคัญประจำบท:

  • “Radia” (ラディア – ราเดีย): เด็กสาวจอมโจรวัย 14 ปี ผู้มีทักษะความคล่องตัวสูงและมีสกิลล้วงกระเป๋าเป็นเลิศ
  • “Radigan” (ラディガン – ราดิแกน): บิดาของราเดีย อดีตจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในอดีต
  • “Senior” (シニア – ซิเนียร์): บุคคลปริศนาผู้ปกครองป่าแห่งความมืด

จำนวน “Orga Stones” ที่ซ่อนอยู่ในบทนี้: 6 ชิ้น

บทสุดท้ายที่เป็นบทสรุปเนื้อเรื่องใน Volume 1 นี้นำเสนอเรื่องราวของ “Radia” (ラディア – ราเดีย) เด็กสาววัย 14 ปีผู้เป็นลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ของอดีตจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ ภาพลักษณ์ภายนอกของเธออาจดูเป็นเด็กสาวร่าเริงและซุกซน แต่ลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจ เธอกลับซุกซ่อนบาดแผลฉกรรจ์ในอดีตเอาไว้ ในยามที่เธออายุเพียง 3-4 ขวบ เธอต้องทนยืนดูภาพอันโหดร้ายทารุณ เมื่อ “Radigan” (ラディガン – ราดิแกน) พ่ออันเป็นที่รักของเธอ ถูกศัตรูคู่อาฆาตจับโยนลงไปเผาทั้งเป็นในกระทะทองแดงขนาดยักษ์ต่อหน้าต่อตา!

10 ปีผ่านไปหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น “Radia” เติบโตขึ้นมาพร้อมกับทักษะการต่อสู้ด้วยมีดสั้นและการใช้เวทมนตร์ที่ค่อนข้างสมดุล แม้เธออาจจะยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ในด้านใดด้านหนึ่ง แต่จุดเด่นที่แท้จริงและเป็นอาวุธร้ายกาจที่สุดของเธอคือ “สกิลการขโมยของ” อันว่องไวปานสายฟ้าแลบ

1. โจรสาวลูบคมชาวเมือง (The Thievery Mechanic)

  • เรื่องราวในบทนี้เริ่มต้นขึ้นที่เมือง “Madra’s Capital” (マドラの首都 – มาโดระโนะชูโตะ) อีกครั้ง ระบบพิเศษเฉพาะตัว (Unique Skill) ที่ผู้สร้างเกมใส่มาให้ “Radia” ได้อย่างสนุกสนานและกวนโอ๊ยที่สุดก็คือ ทักษะการล้วงกระเป๋า!
  • เงื่อนไขของระบบนี้คือ: เมื่อผู้เล่นบังคับ “Radia” เดินไปกดคำสั่ง “คุย” (Talk) กับ NPC คนใดก็ตามที่เดินสวนไปมาในเมืองนี้ เธอจะทำการ ล้วงกระเป๋าขโมยไอเท็มมาได้ 1 ชิ้นต่อ 1 คน โดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัวและไม่มีทางจับได้!”
  • ดังนั้น ภารกิจแรกของคุณไม่ใช่การกอบกู้โลก แต่คือการเดินตระเวนเข้าไปทักทาย (ล้วงกระเป๋า) NPC ทุกคนในเมืองนี้ให้หมดทุกตรอกซอกซอย! เพื่อสูบไอเท็ม ทั้งยาฟื้นฟู อาวุธ หรือไอเท็มขยะเอาไปขายทำทุน เข้าคลังสัมภาระให้ฟินกันไปข้างหนึ่งเลย!

2. ทวงคืนการ์ดแรร์ไอเท็ม

  • คุณยังจำเหตุการณ์ในบทที่ 2 ได้หรือไม่? เหตุการณ์ที่ “Radia” วิ่งไปชนและล้วงกระเป๋าขโมยการ์ดมาจาก “Kanan” ในตอนนี้ที่คุณได้สวมบทบาทเป็น “Radia” เสียเอง ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องไปทวงคืนไอเท็มชิ้นนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองอย่างถูกต้องตามเนื้อเรื่อง
  • ให้ผู้เล่นเดินเข้าไปใน โบสถ์” (Church) ประจำเมืองที่ตั้งอยู่ในโซนหลัก เมื่อเข้าไปด้านใน ให้ทำการเดินพูดคุย (ขโมยของ) จากผู้คนที่กำลังสวดมนต์อยู่ในนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะได้รับไอเท็ม “Wednesday Card” (ウェンズデーカード – เวนส์เดย์การ์ด) คืนกลับมานอนนิ่งๆ อยู่ในคลังแสงของคุณอย่างเป็นทางการ

3. ไขความลับแห่งป่าต้องห้าม (Secret Area & Easter Egg)

  • เมื่อคุณพอใจกับการกวาดล้างทรัพย์สินชาวเมืองแล้ว ให้ออกเดินทางจากเมืองมาสู่แผนที่โลก (World Map) เป้าหมายต่อไปคือการเดินเท้าไปยังสถานที่ที่ชื่อว่า “Senior Forest” (シニアの森 – ซิเนียร์โนะโมริ) หรือป่าแห่งผู้อาวุโส
  • ความลับที่ซ่อนอยู่: แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนเดินพุ่งเข้าไปในป่า! เมื่อคุณเดินทางมาถึงหน้าทางเข้าป่า ให้บังคับตัวละครเดินสำรวจบริเวณ ด้านขวา ของทางเข้า คุณจะสังเกตเห็น ต้นไม้เล็กๆ” (Small Tree) ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวผิดปกติ ให้ผู้เล่นเดินเข้าไปชิดกับต้นไม้นั้นแล้วกดปุ่ม “สำรวจ” (คลิกที่ต้นไม้) ทันที
  • Easter Egg สุดฮาจาก Capcom: หน้าจอจะสว่างวาบ และผู้เล่นจะถูกวาร์ปเข้ามาใน “ห้องลับสุดยอด” ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเป็นร้านค้าปริศนา ภายในห้องนี้ ทีมผู้สร้างเกมได้แอบซ่อน Easter Egg มุกตลกล้อเลียนค่าย Sega (เจ้าของเครื่อง Dreamcast) เอาไว้ นั่นคือหากคุณสังเกตไปที่พื้นหลังของร้าน คุณจะได้เห็นเครื่องเกม Dreamcast กำลังเสียบแผ่นเปิดเล่นเกมกึ่งล้อเลียนอย่าง Death Crimson 2 และเกมต่อสู้คลาสสิก Vampire Chronicle อยู่ในทีวี! เป็นมุกที่เรียกเสียงฮาให้แฟนบอยในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
  • การเตรียมตัวสู้ศึกใหญ่: เดินเข้าไปคุยกับพ่อค้าลึกลับในร้านลับแห่งนี้ สิ่งที่ “จำเป็นอย่างยิ่งและห้ามพลาดเด็ดขาด” คือการควักเงินออมก้อนโตที่คุณขโมยและสะสมมา ทำการซื้ออาวุธระดับสูงชื่อ “Red Super Long Dagger” (レッドスーパーロングダガー – เรดซูเปอร์ลองแด็กเกอร์) ซึ่งเป็นมีดสั้นธาตุไฟที่มีความยาวและอานุภาพการฟันที่พิเศษกว่ามีดทั่วไป และอย่าลืมซื้อชุดเกราะ “Red Frost Robe” (レッドフロストローブ – เรดฟรอสต์โรบ) ชุดคลุมต้านทานความหนาวธาตุไฟ มาสวมใส่ให้ “Radia” ทันที เพื่อเป็นการเตรียมตัวรับมือกับดงมอนสเตอร์และบอสใหญ่ในป่าแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

4. ลุยฝ่าวงกตแห่ง Senior Forest

  • เมื่อเตรียมอาวุธและชุดเกราะธาตุไฟพร้อมสรรพ ให้เดินออกจากห้องลับกลับมาที่หน้าทางเข้า และก้าวเท้าเข้าสู่ป่า “Senior Forest” ของจริง
  • ในพื้นที่แรกสุด (Room 1) ทันทีที่ก้าวเข้ามา คุณจะพบกับจุดเซฟเกม (Save Point) ให้ผู้เล่นทำการเซฟเกมให้เรียบร้อยเพื่อความอุ่นใจก่อนลุยดงมอนสเตอร์
  • จากจุดเซฟ ให้ผู้เล่นเดินสำรวจไปทางแนวกำแพง ด้านบน ของฉาก คุณจะพบกับรอยแตกหรือรูโหว่ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่บนกำแพง ด้วยรูปร่างที่เล็กและคล่องแคล่วของ “Radia” ให้คุณบังคับให้เธอมุดหลืบช่องโหว่นั้นลอดเข้าไปยังส่วนลึกของป่าด้านใน
  • ภายในป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนเขาวงกตธรรมชาติที่สลับซับซ้อนและชวนหลงทาง ผู้เล่นจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงมอนสเตอร์ธาตุ “Leaf” ที่ดุร้าย โชคดีที่คุณสวมใส่มีดสั้นธาตุไฟมาแล้ว การฟันฉับเดียวก็สามารถทำให้พวกมันมอดไหม้เป็นจุลได้ ผู้เล่นจะต้องเดินสำรวจและจดจำเส้นทางที่ถูกต้อง หากเดินผิดทิศทางในบางห้อง ระบบอาจจะวาร์ปคุณกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่ ต้องอาศัยความอดทนในการเดินคลำทางลึกเข้าไปเรื่อยๆ

5. ความจริงที่ถูกเปิดเผยและบทสรุปของสายเลือด (จุดไคลแม็กซ์)

  • เมื่อผู้เล่นเดินสำรวจและฟันฝ่าดงมอนสเตอร์ลึกเข้าไปจนถึงลานกว้างใจกลางป่า ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มวังเวงและกดดัน “Radia” จะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคชิ้นใหญ่ นั่นคือมอนสเตอร์ยักษ์ที่เป็นถึงผู้พิทักษ์และผู้ปกครองป่าแห่งนี้
  • กลยุทธ์การต่อสู้: การต่อสู้กับบอสตัวนี้จะเป็นไปอย่างดุเดือดและตึงมือ ให้ผู้เล่นใช้ข้อได้เปรียบทางธาตุอย่างเต็มที่ ร่ายเวทมนตร์ธาตุไฟและพยายามผสมเวทมนตร์ให้กลายเป็นขั้นสูงอย่าง “Heaten” เพื่อเผาผลาญมัน และอย่าลืมกดป้องกันเพื่อรับมือกับการโจมตีหมู่ที่รุนแรงของบอส
  • หลังจากประเคนทั้งเวทมนตร์และมีดสั้นจนสามารถปราบมอนสเตอร์ผู้คุมป่าให้ล้มลงได้สำเร็จ ท่ามกลางความโล่งใจ “Radia” จะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาหา เมื่อหันไปมอง เธอจะได้พบกับ “Gomez” (พระเอกหนุ่มกล้ามโตจากบทแรก) ที่บังเอิญเดินทางแกะรอยตามหาอัญมณีจนมาถึงป่าแห่งนี้เช่นกัน!
  • ทั้งคู่ได้ทักทายและช่วยเหลือกัน แต่ทว่า เรื่องราวที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อบุคคลปริศนาผู้อยู่เบื้องหลัง นามว่า “Senior” ผู้นำที่แท้จริงของป่าแห่งนี้ ได้ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด
  • สิ่งที่ทำให้ “Radia” ต้องเบิกตากว้างและทรุดเข่าลงด้วยความตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ก็คือใบหน้าของ “Senior” ภายใต้ผ้าคลุมนั้น… แท้จริงแล้ว เธอคือ แม่แท้ๆ ของ Radia เอง!” ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่พ่อของเธอถูกฆ่าตายเมื่อ 10 ปีก่อน
  • การพบกันระหว่างแม่และลูกสาวที่พลัดพราก ท่ามกลางความขัดแย้ง ความแค้น ความสับสน และหยาดน้ำตาที่ไหลริน ได้นำไปสู่บทสนทนาอันแสนสะเทือนอารมณ์ แม่ของเธอได้เล่าถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องทอดทิ้งลูกไปเพื่อปกป้องเธอให้พ้นจากการตามล่า
  • เหตุการณ์คลี่คลายลงเมื่อ “Radia” ได้เรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีต เธอปลดปล่อยความโกรธแค้นและให้อภัยผู้เป็นแม่ ในเสี้ยววินาทีแห่งการตระหนักรู้นั้น เธอได้ค้นพบเศษเสี้ยวของวิญญาณนักรบแห่ง “Razin” ที่สถิตอยู่ในตัวเธอ เปล่งประกายสว่างไสวขึ้น
  • และในที่สุด โชคชะตาก็ได้ชักนำให้การเดินทางของหนุ่มสาวผู้ถูกเลือกทั้งสามคน (“Gomez”, “Kanan”, และ “Radia”) ได้มาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ พวกเขาตกลงที่จะร่วมออกเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน… ภาพหน้าจอค่อยๆ เฟดตัวมืดลง พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบอันแสนไพเราะที่ดังกระหึ่มขึ้น ทิ้งท้ายความตื่นเต้นและปริศนาอีกมากมายเอาไว้ เพื่อสานต่อตำนานอันยิ่งใหญ่ใน Volume 2 ต่อไป…

********* The End *********

บทส่งท้าย.

การเดินทางอันแสนยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามใน “El Dorado Gate Volume 1” ได้ปิดฉากลงอย่างงดงามแล้ว ตลอดระยะเวลาหลายสิบชั่วโมงที่ผู้เล่นได้ร่วมสวมวิญญาณและใช้ชีวิตเป็น “Gomez”, “Kanan” และ “Radia” พวกเราไม่ได้เพียงแค่สัมผัสกับความสนุกสนานตื่นเต้นในการแก้ปริศนาสุดท้าทาย หรือความสะใจในการอัปเกรดอาวุธเพื่อโค่นล้มบอสตัวฉกาจเท่านั้น แต่ตัวเกมระดับมาสเตอร์พีซผลงานของ Capcom ชิ้นนี้ ยังได้สอดแทรกปรัชญา แง่คิด และศิลปะในการดำเนินชีวิตไว้อย่างลึกซึ้ง แยบยล และงดงาม

จากเรื่องราวทั้งหมด ผู้เล่นจะได้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า “บนโลกใบนี้ ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ” ตัวละครอย่าง “Gomez” แม้ภายนอกจะดูเป็นชายหนุ่มเลือดร้อน บุ่มบ่าม และมักจะแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปในจิตใจ เขากลับเป็นคนที่มีเกียรติ เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ และมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่น และพร้อมที่จะทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำในเหมืองแร่เพื่อชดใช้ในสิ่งที่ตนเองทำพลาดไป หรืออย่างในกรณีของ “Kanan” เด็กสาวที่แม้ใบหน้าและจิตใจจะมีบาดแผลฉกรรจ์จากกองไฟในอดีต แต่เธอก็ต่อสู้และเรียนรู้ที่จะไม่ยอมให้ความมืดมิดในหน้ากากมากลืนกินตัวตนที่แท้จริงของเธอ เปลี่ยนความหวาดกลัวให้กลายเป็นพลังปกป้องเพื่อนพ้อง และในมุมมองของจอมโจรสาวน้อยอย่าง “Radia” ความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้เธอยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือจมปลักอยู่กับความแค้น แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้เธอออกค้นหาความจริงด้วยความเข้มแข็ง และในที่สุดก็รู้จักที่จะก้าวข้ามอดีตด้วยการ “ให้อภัย”

แง่คิดและอุทาหรณ์อันล้ำค่าที่แฝงอยู่ในวิดีโอเกมเหล่านี้ ล้วนเป็นดั่งกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมาให้พวกเราผู้อ่านได้กลับมามองดูตัวเองว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายที่เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ความสูญเสีย และอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน เราพร้อมหรือยังที่จะจับมือกับเพื่อนร่วมทาง เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความบอบช้ำในจิตใจ ให้อภัยอดีตที่ผิดพลาด และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความหวัง เพื่อเติบโตเป็น “นักรบแห่งชีวิต” ที่แข็งแกร่งและดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมใบนี้ให้น่าอยู่และสวยงามเฉกเช่นเดียวกับประตูสู่เมืองทองคำ El Dorado ที่เราใฝ่ฝัน

ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการผจญภัยนี้ จะเป็นดั่งแสงสว่างที่คอยส่องนำทาง คลายความสงสัย และมอบรอยยิ้มให้กับเพื่อนๆ นักเล่นเกมทุกคน ให้สามารถพิชิตทุกอุปสรรคในโลกของ El Dorado ได้อย่างมีความสุข สนุกสนาน และไม่ติดขัดในทุกๆ ระบบ… แล้วโชคชะตาจะนำพาให้เรากลับมาพบกันใหม่กับการผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ครั้งหน้าใน Volume ต่อๆ ไป…

El Dorado Gate : Volume 1, เอล โดราโด้ เกตท์ : วอลลุ่ม 1, บทสรุป El Dorado Gate : Volume 1, บทสรุป เอล โดราโด้ เกตท์ : วอลลุ่ม 1,


แชร์ลงโซเชียลมีเดีย
One thought on “บทสรุป El Dorado Gate : Volume 1 (เอล โดราโด้ เกตท์ : วอลลุ่ม 1)”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: ชอบบทความ กรุณาส่งลิงก์มาที่นี่แทนนะครับ อย่าก็อปปี้บทความไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด..