
เกริ่นนำ.
ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมวิดีโอเกมแนว RPG (Role-Playing Game) คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟรนไชส์ที่เป็นเสาหลักและเปรียบดั่งผู้บุกเบิกมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับวงการมาโดยตลอดคือซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Dragon Quest ผลงานชิ้นเอกนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยนักพัฒนาจากทีม Chunsoft นำโดยคุณ Yuji Horii ผู้เขียนบทและกำกับการสร้าง, คุณ Akira Toriyama ผู้ออกแบบตัวละครที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ระดับโลก, และคุณ Koichi Sugiyama ผู้ประพันธ์เพลงประกอบที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง สำหรับภาคที่ 4 ของซีรีส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Dragon Quest IV: Chapters of the Chosen (ドラゴンクエストIV 導かれし者たち – ดราก้อนเควสต์โฟร์ มิชิบิกาเรชิโมโนทาจิ)” (หรือ Dragon Warrior IV ในเวอร์ชันอเมริกาเหนือ) ได้วางจำหน่ายครั้งแรกบนเครื่อง Famicom (NES) ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 และในอเมริกาเหนือช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1992
สิ่งที่ทำให้ “Dragon Quest IV” ภาคนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของเกมในยุคเดียวกัน และถูกยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกที่แฟนเกม RPG ห้ามพลาด คือความกล้าหาญในการฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ หลังจากที่ภาค 3 ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายจนสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมในญี่ปุ่น (ถึงขั้นมีข่าวลือว่ารัฐบาลต้องขอร้องให้ออกวางจำหน่ายเกมในวันหยุดเพื่อป้องกันเด็กโดดเรียนและคนโดดงาน) แทนที่ทีมผู้พัฒนาจะยึดติดกับระบบสร้างตัวละครแบบเดิม พวกเขากลับนำเสนอการเล่าเรื่องแบบ “แบ่งบท” (Chapter System) อันล้ำสมัย ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทและผจญภัยไปกับกลุ่มตัวละครผู้ถูกเลือกใน 4 บทแรก เพื่อทำความรู้จักกับปูมหลัง แรงจูงใจ และความผูกพันของแต่ละตัวละครอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่เส้นทางของทุกคนจะมาบรรจบกันในบทที่ 5 ซึ่งเป็นบทสรุปอันยิ่งใหญ่
นอกจากเนื้อเรื่องที่ลุ่มลึกแล้ว เกมนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำระบบ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI – Artificial Intelligence) เข้ามาใช้ควบคุมตัวละครในฉากต่อสู้เป็นเกมแรกๆ ของโลก ทำให้พรรคพวกของเราดูมีชีวิตจิตใจ มีการเรียนรู้ และมีรูปแบบการตัดสินใจเป็นของตนเอง ด้วยคุณภาพของบทประพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ระบบเกมเพลย์ที่ท้าทาย และความลับที่ซ่อนอยู่มากมายในระดับที่โลก 8-bit สามารถทำได้ คู่มือฉบับนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อนำพาผู้เล่นทุกท่าน หวนคืนสู่ความทรงจำอันยิ่งใหญ่ และไขทุกปริศนาของเกมนี้ไปพร้อมๆ กัน.
เนื้อเรื่องย่อของเกม.
เรื่องราวของภาคนี้ถือเป็นปฐมบทของการเปิดม่าน “ไตรภาคแห่งนภา” (Zenithian Trilogy) โลกมนุษย์กำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเมื่อจ้าวแห่งปีศาจามนามว่า “Necrosaro (デスピサロ – เดสพิศาโร่)” (หรือ Psaro) ได้ค้นพบและนำ “เคล็ดวิชาลับแห่งการวิวัฒนาการ” (Secret of Evolution) มาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและเหล่ามอนสเตอร์ให้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่โหดเหี้ยมคือการกวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญสิ้นไปจากโลก
ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นผู้กล้า “Hero (ゆうしゃ – ยูฉะ)” สายเลือดแห่งเผ่าพันธุ์ชาวสวรรค์ที่ถูกนำมาซ่อนตัวและเลี้ยงดูให้เติบโตในหมู่บ้านลึกลับกลางหุบเขาอันห่างไกล เพื่อหลบหนีการตามล่าจากกองทัพปีศาจ ทว่าวันหนึ่งความสงบสุขก็พังทลายลง เมื่อกองทัพมอนสเตอร์บุกเข้าทำลายหมู่บ้านจนพินาศย่อยยับ ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สหายสนิทของผู้กล้าซึ่งเป็นเอลฟ์จำแลงกาย ได้เสียสละชีวิตแปลงร่างเป็นผู้กล้าเพื่อรับความตายแทน ผู้กล้าที่รอดชีวิตมาได้ท่ามกลางซากปรักหักพัง จึงต้องแบกรับความเศร้าโศกและออกเดินทางสู่โลกกว้าง เป้าหมายสูงสุดคือการรวบรวม “ผู้ถูกเลือก” (The Chosen) ทั้ง 7 คนจากมุมโลกต่างๆ ที่ต่างก็มีเรื่องราวการผจญภัยของตนเองในบทก่อนหน้า มารวมพลังกันเพื่อตามหาอาวุธและชุดเกราะแห่งนภาในตำนาน เดินทางสู่ปราสาทลอยฟ้า และบุกทะลวงเข้าสู่โลกแห่งความมืดเพื่อหยุดยั้งความบ้าคลั่งของ “Necrosaro” ให้จงได้.
สิ่งควรรู้ก่อนเล่นเกม.
เพื่อให้การผจญภัยราบรื่นและไม่พลาดเนื้อหาสำคัญ ผู้เล่นจำเป็นต้องทำความเข้าใจระบบพื้นฐานและระบบพิเศษที่มีเฉพาะในเกมเวอร์ชัน Famicom นี้อย่างถ่องแท้เสียก่อน
ระบบปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของ AI (Learning AI Tactics)
ในบทที่ 1 ถึงบทที่ 4 ผู้เล่นจะสามารถควบคุมตัวละครทุกตัวได้อย่างอิสระ แต่เมื่อเข้าสู่บทที่ 5 พรรคพวกทั้งหมด (ยกเว้นตัวผู้กล้าเอง) จะถูกควบคุมโดยระบบ AI ซึ่งผู้เล่นสามารถกำหนดทิศทางการต่อสู้ได้ผ่านคำสั่ง “Tactics” ในเมนูเท่านั้น ระบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสุ่มโจมตี แต่ AI ของเกมเวอร์ชันนี้มีระบบ “การเรียนรู้ (Learning AI)” ซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่างชาญฉลาด
ตัวละครในปาร์ตี้จะไม่ทราบจุดอ่อนหรือการต้านทานเวทมนตร์ของศัตรูในทันทีที่พบกันครั้งแรก เมื่อพบมอนสเตอร์ชนิดใหม่ AI อาจใช้เวทมนตร์ที่ไม่ได้ผล (เช่น โจมตีด้วยเวทย์ตายทันทีใส่บอส) แต่เมื่อการต่อสู้ดำเนินผ่านไปในแต่ละเทิร์น ความรู้ (Bestiary Rank) เกี่ยวกับมอนสเตอร์ตัวนั้นจะเพิ่มระดับขึ้นจาก Rank 0 จนถึง Rank 3 เมื่อถึง Rank 3 AI จะมีความรู้สมบูรณ์แบบและเลือกใช้เฉพาะเวทมนตร์หรือการโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น เทคนิคที่แนะนำในการสอน AI คือ เมื่อเจอศัตรูกลุ่มใหม่ ให้ผู้กล้าร่ายเวทย์ “Kaclang/Ironize (アストロン – อะซุโตะรง)” เพื่อเปลี่ยนปาร์ตี้ให้กลายเป็นเหล็กอมตะชั่วคราว ปล่อยให้ศัตรูโจมตีฟรีหลายๆ เทิร์น เพื่อให้ AI ของพรรคพวกเก็บข้อมูลการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่เสีย HP เลย
| คำสั่ง Tactics (ภาษาอังกฤษ) | คำสั่ง Tactics (ภาษาญี่ปุ่น/เสียงอ่าน) | ลักษณะการตัดสินใจของ AI |
| Normal | みんながんばれ (มินนะกัมบาเระ) | โจมตีและป้องกันอย่างสมดุลตามสถานการณ์ ใช้เวทย์เมื่อจำเป็น |
| Defensive | いのちをだいじに (อิโนจิโอะไดจินิ) | เน้นการร่ายเวทย์รักษา (Heal) และร่ายบัฟเพิ่มพลังป้องกันเป็นหลัก |
| Offensive | ガンガンいこうぜ (กันกันอิโคเซะ) | โจมตีด้วยเวทมนตร์และทักษะที่รุนแรงที่สุดโดยไม่สนใจการประหยัด MP |
| Save MP | じゅもんをせつやく (จุมงโอะเซ็ตสึยาคุ) | ประหยัด MP อย่างเต็มที่ จะเน้นใช้การโจมตีกายภาพเป็นส่วนใหญ่ |
| Use No MP | じゅもんつかうな (จุมงสึคาวนะ) | ห้ามใช้เวทมนตร์โดยเด็ดขาด เหมาะสำหรับการต่อสู้กับศัตรูทั่วไป |
| Try Out | いろいろやろうぜ (อิโรอิโระยาโรเซะ) | ทดลองใช้เวทมนตร์สถานะแปลกๆ เช่น ทำให้ศัตรูหลับ สับสน หรือใช้ไอเท็มในกระเป๋า |
ระบบลานประลองและคาสิโน (The Casino)
ระบบคาสิโนปรากฏขึ้นในเมือง “Endor (エンドール – เอนโดรุ)” เป็นครั้งแรกในซีรีส์ ผู้เล่นสามารถซื้อเหรียญ (Tokens) เพื่อนำไปเล่นมินิเกมและสะสมเหรียญไปแลกไอเท็มล้ำค่าอย่าง “Falcon Blade (はやぶさのけん – ฮายาบุสะโนะเค็น)” (โจมตี 2 ครั้ง) หรือ “Meteorite Armband (ほしふるうでわ – โฮชิฟุรุอุเดวะ)” (เพิ่มความเร็วสองเท่า) ในเวอร์ชัน Famicom นี้ สล็อตและโป๊กเกอร์มักจะให้ผลตอบแทนช้าและถูกตั้งค่าความน่าจะเป็นมาค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดในการปั๊มเหรียญคือการใช้ “ลานประลองมอนสเตอร์ (Monster Arena)” โดยให้สังเกตและวางเดิมพันในแมตช์ที่มีมอนสเตอร์ “Moosifer (アンクルホーン – อังคุรุฮอน)” ปะทะกับ “King Cure Slime (キングスライム – คิงกุสุไรมุ)” อัตราจ่ายจะมากกว่า 10 เท่า และ Moosifer มักจะเป็นผู้ชนะเสมอ การรอแทงคู่นี้ซ้ำๆ จะทำให้ตั้งตัวได้ไวที่สุด
การตามหาเหรียญตราเล็ก (Small Medals)
ทั่วโลกจะมีเหรียญ “Small Medal (ちいさなメダル – จีซะนะเมดะรุ)” ซ่อนอยู่ตามไห ถัง ลิ้นชัก และบนพื้น จำนวนจำกัดเพียง 32 เหรียญเท่านั้นในเวอร์ชัน Famicom (ต่างจากเวอร์ชันรีเมคที่มีเยอะกว่า) ผู้เล่นสามารถนำไปมอบให้กับราชาแห่งเกาะเหรียญตรา (Minikin’s Dominion) เพื่อแลกไอเท็มสุดยอด โดยเป้าหมายสูงสุดคือ “Metal Babble Helm (はぐれメタルヘルム – ฮากุเระเมทัลเฮลมุ)” ที่ต้องใช้ 20 เหรียญ ซึ่งเป็นหมวกที่ดีที่สุดในเกม
จุดที่ห้ามพลาดเด็ดขาด (Missable Medals): มีเหรียญที่พลาดแล้วพลาดเลยอยู่บนเรือโดยสารที่ท่าเรือของเมือง “Havre Leon (ハバリア – ฮาบาเรีย)” และ “Porthtrunnel (コナンベリー – โคนันเบอรี่)” ผู้เล่นต้องเข้าไปสำรวจหาเหรียญในเรือเหล่านี้ก่อนที่เหตุการณ์ในเนื้อเรื่องจะดำเนินไปจนเราได้รับเรือส่วนตัว เพราะหลังจากนั้นเรือโดยสารเหล่านี้จะแล่นออกไปและไม่กลับมาอีกเลย
ข้อมูลตกหล่นอื่นๆ ที่ต้องระวัง (Other Missables)
- สมุดภาพมอนสเตอร์ (Book of Beasts): หากผู้เล่นต้องการเก็บข้อมูลมอนสเตอร์ให้ครบ 100% ต้องแน่ใจว่าได้กำจัดมอนสเตอร์ชื่อ “Dirty Dogu” และ “Wimp” จำนวนอย่างน้อยชนิดละ 20 ตัวในบทที่ 4 (พบได้ในถ้ำทิศตะวันตกของหมู่บ้าน Aubout du Monde) เพื่อให้ระบบแสดงผลไอเท็มดรอปในสมุดภาพครบถ้วน หากข้ามไปและเข้าสู่บทที่ 5 มอนสเตอร์สองชนิดนี้จะหายไปจากเกม
- “Sphere of Silence (せいじゃくのたま – เซจาคุโนะทามะ)”: ไอเท็มสำคัญที่ใช้ปิดผนึกเวทมนตร์ของศัตรู ในบทที่ 5 ผู้เล่นจะต้องต่อสู้กับบอส “Sir Roseguardin (ピサロナイト – พิศาโร่ไนท์)” ที่หอคอยในหมู่บ้าน “Rosehill (ロザリーヒル – โรซารี่ฮิลล์)” บอสตัวนี้จะคอยเรียกมอนสเตอร์ลูกน้องออกมาช่วยสู้ ผู้เล่นต้องกำจัด Sir Roseguardin เป็นตัวสุดท้ายในฉากต่อสู้ (ห้ามกำจัดเขาก่อนลูกน้องเด็ดขาด) มิฉะนั้นไอเท็มชิ้นนี้จะไม่ดรอปให้เรา .
แผนที่โลก Dragon Quest 4.

บทสรุป : DRAGON QUEST 4 (ดราก้อนเควสท์ภาค4).

บทที่ 1: ทหารเอกแห่งวังหลวง (Chapter 1: Ragnar McRyan and the Case of the Missing Children)
เริ่มต้นผู้เล่นจะได้รับบทเป็น “Ragnar : แร็กน่า (ライアン – ไรอัน)” ทหารเอกแห่งปราสาท “Burland (バトランド – บาโตรันโดะ)” พระราชาจะได้รับคำขอร้องจากผู้ปกครองที่ลูกๆหลายๆหายตัวไปอย่างปริศนา.. พระองค์จะมอบหมายภารกิจสำคัญให้เราไปสืบและตามหาเด็กๆที่หายตัวไปอย่างลึกลับให้ปลอดภัยกลับมาให้ได้…

ให้เราเดินพูดคุยกับทหารและชาวเมืองทุกคนเพื่อรับทราบข้อมูลและเรื่องราวเบื้องต้น.. จากนั้นไปซื้อ “สมุนไพรเพิ่มพลัง” และ “ยาแก้พิษ” ที่ร้านขายไอเท็มอย่างละประมาณ2เม็ด(จะสะดวก ไม่ต้องกลับมาพักโรงแรมหรือซื้อยาช่วงเก็บเลเวล).. เดินออกจากปราสาทมายังแผนที่โลก เดินวนเวียนต่อสู้กับมอนสเตอร์ใกล้ๆปราสาทเบอร์แลนด์(อย่าเพิ่งไปไกล อันตรายครับ).. เก็บสะสมเงินและค่าประสบการณ์จน Ragnar มีเลเวลประมาณ 5+ จากนั้นเราจะมีเงินในกระเป๋าพอสมควรแล้ว.. ให้เราไปซื้อ “อาวุธ, โล่ห์, เกราะ, และหมวก” เพิ่มให้แร็กน่า เพื่อให้แกร่งขึ้นอีกระดับ.. แวะซื้อ “สมุนไพรเพิ่มพลัง” และ “ยาแก้พิษ” ให้พร้อมอีกครั้งก่อนออกเดินทาง(เวอร์ชั่น Famicom จะมีช่องเก็บของจำกัดมาก ดังนั้นบริหารให้ดีครับ..)



เมื่อพร้อมแล้วให้ออกเดินทางจากปราสาทมุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันตก ซ้ายบนบนแผนที่โลก.. จะพบกับถ้ำแห่งหนึ่ง เข้าไปในถ้ำแล้วเดินไปทาง ด้านบน เมื่อถึงทางแยกแรกให้เลี้ยวไปทาง ด้านขวา จะพบหีบสมบัติบรรจุสมุนไพร จากนั้นเดินย้อนกลับมาแล้วมุ่งหน้าไปทางมุม ซ้ายบน ของถ้ำ ทะลุออกไปยังอีกฟากหนึ่งของแผนที่โลกได้สำเร็จ เมื่อโผล่ออกมา ให้เดินทางต่อไปทาง ทิศตะวันออก จะพบกับหมู่บ้าน “Izmit (イムル – อิมุรุ)” เข้าไปตอนกลางวันชาวเมืองจะพูดถึงเด็กๆที่ถูกลักพาตัวหายไป.. ที่ห้องใต้ดินบริเวณขวาบน ลงไปเราจะได้พบกับห้องขังที่ขังชายคนหนึ่งเอาไว้ เค้าจะขอให้เราช่วยเพราะเค้าเพียงขโมยขนมปังมาทานเพราะหิวเท่านั้น.. ให้ผู้เล่นเดินออกจากหมู่บ้านไปเดินเล่นจนกว่าจะมืด แล้วเดินกลับเข้ามาหมู่บ้านในตอนกลางคืน ไปยังชั้นใต้ดินขวาบนที่เดิม คุยกับผู้ชายที่ถูกขังอีกครั้ง เขาจะบอกว่าเค้าคือ “Alex : อเล็กซ์” แต่ความจำเสื่อม และแค่หิวเท่านั้น…



เมื่อทราบแล้วว่า Alex อยู่ที่นี่ ให้ผู้เล่นเดินทางกลับไปยังปราสาท “Burland (バトランド – บาโตรันโดะ)” เดินไปหาหญิงสาวชื่อ Flora ที่บ้านซ้ายล่างของหมู่บ้าน.. เธอเป็นภรรยาของ Alex นั่นเอง.. พูดกับเธอแล้วเธอจะเดินตามเราเข้าร่วมปาร์ตี้แบบชั่วคราวทันที.. พา Flora เดินทางกลับไปที่คุกในหมู่บ้าน “Izmit (イムル – อิมุรุ)” อีกครั้ง.. เมื่อได้พบกัน Alex จะจำ Flora ไม่ได้ในทันที แตะจะเริ่มจำอะไรได้บ้าง.. เค้าจำได้ว่าเค้าสูญเสียความทรงจำเพราะถูกโจมตีโดยมอนสเตอร์และเค้ากลัวมากๆ.. เค้าจะบอกถึงเบาะแสความลับที่เขาได้ยินมาจากเด็กๆก่อนที่พวกเขาจะหายตัวไป เบาะแสคือ: ให้นับช่องที่ป้ายบอกทางบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน (ด้านนอก) จากนั้นไปที่ช่องทาง ทิศใต้ 4 ก้าว และเดินไปทาง ทิศตะวันออก อีก 4 ก้าว จากนั้นให้กดปุ่มคำสั่ง “สำรวจ” ที่พื้นตรงนั้น ผู้เล่นจะพบกับทางลงลับสู่บ่อน้ำลึก..


ไปตามที่ Alex บอก.. เมื่อเข้าไปได้จะได้พบกับบ่อน้ำปริศนา ให้เราลงไปครับ.. บรรยากาศจะมืดหน่อยและมี “เสียงลึกลับ” ดังขึ้นมาคอยบอกทางให้เราเดินไปทางนั้นทางนี้ ก็ตามไปครับ ทางที่ไม่ให้ไปก็ไม่ต้องไป.. สุดทางที่เสียงบอก เราจะได้พบกับไอเท็ม “Flying Shoes” เก็บมาครับ.. แล้วเราจะได้เห็นมอนสเตอร์ตัวหนึ่งชื่อ “Healie : ฮีลลี่ (ホイミン – โฮอิมีน)” ยืนอยู่ด้วย.. เดินสำรวจหาทางไปหาเค้าให้ได้.. เมื่อเจอตัวใกล้ๆให้เราเข้าไปพูดคุยกับเขา เขาจะเล่าความฝันว่าอยากเป็นมนุษย์และขอร่วมเดินทางไปด้วย ให้ตอบ “ตกลง” นั่นเอง.. Healie จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะเขาจะคอยร่ายเวทย์ “รักษา” ให้เราอัตโนมัติระหว่างต่อสู้ ทำให้เราประหยัดสมุนไพรไปได้มากเลย.. จากนั้นเดินออกจากบ่อน้ำกลับสู่แผนที่โลกโดยลงไปในร่องแผ่นดินซ้ายบน…



เมื่อออกมายืนบนแผนที่โลก ให้เตรยมตัวไปซ้ื้อไอเท็มและอาวุธชุดเกราะในเมืองให้พร้อมก่อน.. เมื่อพร้อมล้วให้กดใช้ไอเท็ม “Flying Shoes” เราจะสวมรองเท้าเวทมนตร์และกระโดดเหาะลอยฟ้าข้ามแม่น้ำ ทะยานเข้าไปลงจอดบนหอคอย “Loch Tower (湖の塔 – มิซูอุมิโนะโท)” ที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ เมื่อลงจอดแล้ว ให้เดินลงบันไดสำรวจเก็บของให้ทั่วหอคอยก่อน(ชิ้นอื่นจะเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่ แต่ห้ามพลาดสมบัติอาวุธชั้นเยี่ยมประจำบทนี้ นั่นคือดาบนั่นเอง).. เดินวนเก็บเลเวลให้ Ragnar ให้ได้ราวๆ Lv11+ (อาจต้องมีกลับหมู่บ้านบ้างเพื่อพักผ่อนนอนโรงแรม เพื่อไม่ให้เพื่อนมอนสเตอร์ฮีลลี่ของเราตายซะก่อน.. วิธีกลับก็คือแถวๆก่อนถึงหน้าห้องบอส เราจะสามารถออกมาลานหญ้าหน้าหอคอยได้ ออกมายืนลานหญ้าและใช้ไอเท็ม “Flying Shoes” เพื่อขึ้นไปอยู่บนยอดหอคอย แล้วเดินลงมาด้านล่าง เราจะตกออกไปนอกเขตหอคอย ก็สามารถเดินกลับหมู่บ้านไปพักผ่อนหรือซื้ออาวุธชุดเกราะได้ครับ)…



เมื่อเลเวลพร้อม ดาบพร้อม ให้เดินตามทางไปเรื่อยๆ.. หน้าห้องบอส เราจะได้พบกับนักรบที่พยายามมาช่วยเด็กก่อนเรานอนใกล้ตายอยู่.. เค้าจะบอกว่า โลกของเรากำลังจะถูกจอมมารยึดครอง ผู้กล้าที่จะปราบมันได้กำลังเติบโตและอยู่ในกลุ่มเด็กๆนั่นเอง แก๊งค์จอมมารกำลังพยายามฆ่าพวกเค้า ปกป้องพวกเค้าให้สำเร็จให้ได้.. เข้าไปก็จะพบกับห้องโถงใหญ่ จะมีเด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเราแล้วขอให้เราช่วย เค้าจะบอกเราว่าปีศาจพวกนี้บอกว่าเค้าเป็นผู้กล้าและทำไม่ดีกับเค้าเลย.. เดินขึ้นไปก็จะได้พบกับจอมเวทย์ชิงหมาเกิดและสมุนของมัน.. เข้าไปคุย เบิร์ดกะโหลกหนึ่งที เพื่อเริ่มการต่อสู้ได้เลย… 😆


- Boss Fight: “Saro’s Shadow” และ “Giant Eyeball”
- กลยุทธ์: ให้เราพุ่งเป้าโจมตีและกำจัด “Giant Eyeball” สมุนมันให้ตายก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมอนสเตอร์ตัวนี้มีท่าไม้ตาย “เปลี่ยนสีหน้า” ที่สามารถสร้างความเสียหายแบบติดคริติคอลได้อย่างรุนแรง เมื่อมันตายแล้ว ค่อยหันไปสู้กับ “Saro’s Shadow” ต่อ บอสตัวนี้จะใช้เวทย์ไฟและตบตีค่อนข้างแรง ให้ผู้เล่นคอยสังเกต HP ของ Healie เพื่อนเราให้ดี เพราะบางเทิร์น AI ของ Healie อาจจะตัดสินใจร่ายเวทย์ฮีลให้เราแทนที่จะฮีลให้ตัวเอง.. พลังป้องกันเค้าต่ำกว่าเรา ถ้าบอสใช้เวทย์หมู่ที่โดนทุกคน เค้าอาจตายได้ แล้วถ้าเค้าตาย MP ทั้งหมดที่เค้ามีจะสูญเปล่า.. ให้กดใช้ “Medical Herb” รักษาเค้าเพื่อความปลอดภัย.. เค้าสามารถฮีลให้เราได้หลายครั้ง แถมรับตีนแทนเราได้ด้วย 😆.. ดังนั้นเอายาอันน้อยนิดของเราให้เพื่อนดีกว่า(เก็บไว้กินเองเม็ดนึง)…
เมื่อกำจัดบอสได้สำเร็จ เสียงโห่ร้องยินดีของเด็กๆจะดังขึ้น หอคอยจะปลอดภัยแล้ว ให้เราพาเด็กๆ เดินขึ้นไปยอดหอคอยแล้วกระโดดลงมา(แบบที่เรากลับหมู่บ้าน) จากนั้นเดินทางกลับไปที่หมู่บ้าน “Izmit (イムル – อิมุรุ)” เพื่อส่งเด็กๆ คืนสู่อ้อมอกของพ่อแม่.. เดินทางกลับไปยังปราสาท “Burland (バトランド – บาโตรันโดะ)” (ระหว่างทางกลับนี้จะไม่มีมอนสเตอร์สุ่มเกิดอีกเลย) เข้าเฝ้าพระราชา พระองค์จะชื่นชมในความกล้าหาญและมอบประสบการณ์จำนวนมหาศาลให้ พร้อมประทานอนุญาตให้ “Ragnar” ออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อตามหาและปกป้องผู้กล้าในตำนาน ภาพจะตัดจบ เป็นอันจบสิ้นความสมบูรณ์ของบทที่ 1…



บทที่ 2: การผจญภัยของเจ้าหญิงอารีน่า (Chapter 2: Alena and the Journey to the Tourney)
ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น “Alena (アリーナ – เอเลน่า)” เจ้าหญิงจอมแก่นและทรงพลังแห่งปราสาท “Santeem : แซนตีม (サントハイム – ซันโตไฮมุ)” ที่เบื่อหน่ายชีวิตในวังและปรารถนาจะออกไปพิสูจน์ฝีมือในโลกกว้าง..

จะเริ่มต้นเกมในห้องโถงของพระราชา พระองค์จะสั่งห้ามไม่ให้องค์หญิงออกไปไหน ให้ผู้เล่นเดินสำรวจและพูดคุยกับทุกคนในปราสาทให้ครบ ทั้งพระราชา เสนาบดี บาทหลวง และทหารยามหน้าประตู เพื่อรับรู้สถานการณ์ทั้งหมด และแวะไปหยิบ “Fairy Water” ที่ซ่อนอยู่หลังห้องพักในโบสถ์(หลังหลวงพ่อ).. จากนั้นกลับขึ้นไปที่ห้องของเจ้าหญิงบนชั้นสูงสุดทาง ด้านขวาบน ของห้องโถงพระราชา.. ขึ้นไปจะพบห้องสาวใช้ทางขวา คุยกับเธอ เธอจะบอกว่ารูโบ๋ที่กำแพงในห้ององค์หญิงซ่อมแล้วนะคะ กรุณาอย่าเตะมันอีก!! 😁 ใบ้มาซะขนาดนี้ ต้องเตะสิ อิอิ.. สำรวจตู้เสื้อผ้าในห้ององค์หญิงเพื่อหยิบ “Feather Helmet” มาสวมใส่(เพิ่มพลังป้องกัน).. เมื่อเตรียมตัวพร้อม ให้เดินไปที่กำแพงห้องที่ทำจากไม้แผ่นกด “สำรวจ” แล้วเจ้าหญิงจะเตะกำแพงจนพังทลายเป็นช่องโหว่ ให้เดินทะลุกำแพงออกไปที่ระเบียง แล้วกระโดดลงมาจากหลังคาปราสาทเพื่อหลบหนีออกสู่โลกภายนอก..



ทันทีที่เราเดินออกมาบนแผนที่โลกได้เพียงไม่กี่ก้าว ทหารรับใช้ผู้ซื่อสัตย์สองคนจะวิ่งกระหืดกระหอบตามมา นั่นคือบาทหลวงหนุ่ม “Cristo : คริสโต (クリフト – คุริฟุโตะ)” และจอมเวทย์อาวุโส “Brey : เบรย์ (ブライ – บูไร)” ทั้งคู่จะขอร่วมปาร์ตี้เพื่อคอยปกป้ององค์หญิง ทำให้ตอนนี้เรามีปาร์ตี้ 3 คนแล้ว ให้ผู้เล่นเดินวนเวียนต่อสู้รอบๆ ปราสาทเพื่อเก็บเลเวลให้ถึงประมาณ 4-5 และซื้ออาวุธและเครื่องป้องกันดีๆให้ Alena และเพื่อนๆเพื่อเพิ่มพลังโจมตีและป้องกันให้จ๊าบยิ่งขึ้น..

เมื่อเลเวลพร้อม ให้เดินทางไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลัดเลาะหุบเขาจนพบหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ “Tempe (テンペ – เทมเปะ)” หมู่บ้านนี้กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว เพราะมอนสเตอร์ชั่วร้ายได้ข่มขู่เรียกร้องให้ส่งหญิงสาวไปเป็นเครื่องสังเวยให้มันเสมอ และตอนนี้ก็ถึงคราวของสาว “Nina” ลูกสาวของชาวนาท่านนึง.. ให้เราอาสาช่วยพวกเค้าโดยการปลอมเป็นเครื่องสังเวยแทนนีน่า.. ให้เราเดินเข้าไปที่โบสถ์ทาง ด้านบน ของหมู่บ้าน.. คุยกับบาทหลวงตอบ “ตกลง” ชาวบ้านจะเอาเกี้ยวมารับเรา ก็ให้เราเดินเข้าไปในเกี้ยว.. ชาวบ้านก็จะพาเราไปวางไว้ที่แท่นสังเวย.. แล้วเจ้าปีศาจตัวแสบพร้อมลูกน้องก็จะออกมาหาเรา.. ก็ให้เรากระทืบพวกเค้าซะ.. เอาให้ยับ… 😆



- Boss Fight: Chameleon Humanoid และสมุน Rabidhound 2 ตัว
- กลยุทธ์: การต่อสู้ครั้งนี้ต้องอาศัยทีมเวิร์ค เปิดเทิร์นแรกมา ให้ Cristo ร่ายเวทย์ Upper เพิ่มพลังป้องกันให้ Brey ทันที เพราะ Brey บอบบางที่สุด ส่วน Brey ให้ร่ายเวทย์ Sap (ลดพลังป้องกัน) ใส่ Rabidhound และใช้ Icebolt โจมตี ขณะที่ Alena ให้พุ่งเป้าโจมตี Rabidhound ให้ตายก่อนทีละตัว เมื่อลูกน้องตายหมดแล้วค่อยหันไปรุมโจมตี Chameleon Humanoid


เมื่อชนะ มอนสเตอร์จะสลายไป ชาวหมู่บ้านจะเฉลิมฉลอง ร้านขายอาวุธที่ปิดอยู่จะเปิดให้บริการทันที.. อย่าลืมเข้าไปซื้อ “Boomerang (ブーメラン – บูเมรัง)” ให้ทุกคนสวมใส่ก่อนออกเดินทางต่อ.. ก่อนออกนอกเมือง สำรวจที่กลางแท่นสังเวยอีกครั้ง เราจะได้ “เมล็ดเพิ่ม HP” หนึ่งเมล็ด…
เดินทางออกจากหมู่บ้าน Tempe ทะลุช่องเขาไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะพบเมืองขนาดใหญ่ชื่อ “Vrenor/Frenor (フレノール – ฟุเรโนรุ)” เมื่อเข้าไปในเมือง จะพบว่าชาวเมืองกำลังแตกตื่นเพราะมีคนเห็น “เจ้าหญิง Alena” (ซึ่งเป็นตัวปลอม) กำลังถูกโจรลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา! พวกมันจะเรียกค่าไถ่ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องนำ “Golden Bracelet (おうごんのうでわ – โอกงโนะอุเดวะ)” มาแลกตัวประกัน.. ไปหาข้อมูลที่ผู้ชายแถวสุสาน เราจะได้ข้อมูลว่า “Golden Bracelet” อยู่ในถ้ำทางใต้ของหมู่บ้าน.. นอนพักที่โรงแรม เตรียมตัวให้พร้อม(ในถ้ำที่เรากำลังจะไป มอนสเตอร์ค่อนข้างหนาแน่นและโจมตีแรงมากๆ โดยเฉพาะชั้นที่มีของที่เราไปหาอยู่.. ดังนั้นเตรียมเลเวลเกิน 9+ ขึ้นไปจะดีที่สุดครับ.. ต่ำกว่านี้มีตาย บอกเลย.. ผู้เขียนไปเลเวล 8 ตายไปสองศพครับ.. เกือบหลับแต่กลับมาได้.. 😆)…
ออกจากเมือง เดินทางลงมาทาง ทิศใต้ จะพบถ้ำแห่งหนึ่ง เข้าไปด้านใน.. เดินตามทางเรื่อยๆ เก็บหีบสมบัติให้ครบ.. ลงบันไดไปอีกชั้น ในชั้นล่างสุดนี้ให้เดินไปทาง ด้านล่าง แล้วอ้อมโค้งไปทาง ด้านซ้าย เดินข้ามกองกระดูกหัวกะโหลกไป จะพบหีบสมบัติที่เก็บซ่อน “Golden Bracelet” เอาไว้ นำกำไลทองคำนี้กลับไปที่เมือง “Vrenor/Frenor” (สามารถใช้เวทย์พ่อเฒ่า Brey ออกจากถ้ำและกลับเมืองได้แล้วครับตอนนี้ ถ้าต้องการ).. รอจนถึงเวลากลางคืน แล้วเดินไปที่สุสานทาง ซ้ายบน อีกครั้ง มอบกำไลให้โจร พวกมันจะปล่อยตัวเจ้าหญิงตัวปลอม ซึ่งเธอก็คือนักแสดงที่ปลอมตัวที่สำนึกผิดแล้ว ชาวบ้านจะมอบ “Thief’s Key (とうぞくのかぎ – โทโซคุโนะคางิ)” กุญแจระดับแรกที่สามารถใช้เปิดประตูสีฟ้าได้ทุกบานในโลกให้เราเป็นรางวัล..
ออกจากเมือง มุ่งหน้าลง ทิศใต้ ผ่านถ้ำไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะพบพื้นที่ทะเลทราย และตรงกลางเราจะสามารถเข้าไปได้.. ด้านในมีเต็นท์ตั้งอยู่มากมาย และนั่นคือ “Desert Bazaar (砂漠のバザー – ซาบะคุโนะบาซ่า)” หรือตลาดนัดกลางทะเลทรายสุดจ๊าบนั่นเอง.. แวะซื้ออาวุธและชุดเกราะแจ่มๆที่ห้ามพลาดทั้งหลายให้หมด.. สำรวจไหที่ร้านซ้ายล่างเพื่อเก็บ Strength Seed และอะไรอีกซักอย่าง.. ขณะกำลังเดินชมตลาด ท้ายตลาดจะมีทหารยามจากปราสาท Santeem กำลังมาเดินตามหาเราอยู่.. เค้าจะแจ้งข่าวร้ายว่า พระราชาทรงประชวรหนักและไม่สามารถตรัสอะไรได้เลยแม้แต่คำเดียว!..
ให้ผู้เล่นร่ายเวทย์ “Return” กลับไปที่ปราสาท “Santeem” วิ่งไปเข้าเฝ้าพระราชา พระองค์จะพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง.. คุยกับท่านเสนาบดีใกล้ แกจะบอกว่าพ่อเฒ่า Goz หลังปราสาทน่าจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร.. ให้เรากลับไปที่ห้องเรา กระโดดเข้ารูที่เราเคยหนีเที่ยว พอลงมาถึงพื้นก็เดินไปทางซ้าย จะเจอกับห้องลุงเค้าพอดี.. พ่อเฒ่า Goz จะตกใจและแนะนำให้เราไปหา Marone นักกวีที่เมือง “Surene (サラン – ซารัน)” ที่อยู่ใกล้กับปราสาทองเรานั่นเอง.. เฮียเค้าจะยืนอยู่ที่ชั้นลอยด้านบนปราสาทนั่นเอง.. ขึ้นไปหาและคุยกับ Marone เขาจะบอกว่ามี “ยารักษา” อยู่ที่หอคอยทางทิศตะวันตกของตลาดทะเลทรายบาซ่า..
ให้เรากลับไปที่ “Desert Bazaar” อีกครั้ง.. แล้วเดินเท้าผ่านทะเลทรายไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะพบกับหอคอย “Birdsong Tower (さえずりの塔 – ซาเอซุริโนะโท)”.. บอกตรงๆเลยว่า เป็นจุดที่เหมาะจะปักหลักก็บเลเวลอย่างถึงที่สุด.. เพราะเดินเข้าไปในหอคอยแค่นิดเดียวก็จะได้พบกับห้องพักใต้ดินซึ่งเราสามารถนอนพักได้เหมือนนอนโรงแรมเลย.. ฉ่ำมากๆ.. (ผู้เขียนแนะนำให้ปักหลักเก็บเลเวลตรงนี้ให้สูงทีสุดเท่าที่จะทำได้ พอได้เงินประมาณหนึ่งก็เดินไปซื้ออาวุธชุดเกราะที่ดีที่สุดในตลาดทะเลทรายมาใส่ให้ครบทุกคน.. พอเลเวลถึง 11 นักเวทย์ Brey ของเราจะสามารถร่ายเวทย์น้ำแข็ง “Snowstorm” ได้ ซึ่งใช้ MP แค่ 5 หน่วย แต่สามารถกวาดศัตรูแบบตายทั้งฝูงได้ สร้างดาเมจได้ถึง 30-50 หน่วยเลย.. ทีนี้ก็เพลินสุดๆ.. สะดวกขึ้นเยอะ.. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังให้มากเลยนะครับ เพราะมอนสเตอร์ร้ายกาจและสามารถฆ่าเราได้อยู่นะ..)
เมื่อพร้อมแล้วก็เปิดประตูใหญ่เข้าไปเพื่อขึ้นชั้นสอง.. เก็บสมบัติให้หมด สำรวจทุกพื้นที่.. มี Strength Seed และ เงิน 1200 เหรียญ ให้เก็บจากหีบด้วย.. จากนั้นให้เดินขึ้นไปอีก เดินเลาะตามระเบียงแคบๆไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นดาดฟ้าสุด.. เราจะพบเอลฟ์สาวสองตนกำลังเก็บน้ำหวานในสวนดอกไม้ เมื่อพวกเธอเห็นมนุษย์จึงตกใจและบินหนีไป แต่ทำน้ำยาหล่นไว้หลอดหนึ่ง.. ให้เราเดินไปสำรวจที่พื้นตรงจุดที่เอลฟ์สาวเคยยืนอยู่ ก็จะพบกับไอเท็มเป้าหมาย “Birdsong Nectar (さえずりのみつ – ซาเอซุริโนะมิตสึ)” อยู่ตรงนั้นนั่นเอง..
นำน้ำยานี้กลับไปถวายให้พระราชาที่ปราสาท Santeem ของเรา.. เมื่อทรงเสวยแล้ว เสียงของพระองค์จะกลับคืนมา พระราชาจะเล่าว่าทรงฝันเห็นลางร้ายบางอย่าง เห็นปีศาจออกมาจากโลกปีศาจ พอพระองค์จะเล่าให้เสนาบดีฟังเสียงก็หายไป พูดไม่ได้อีกเลย.. เสด็จพ่อจะขอบคุณเรา และเชื่อใจในตัวเรามากขึ้น.. เนื่องจากพระองค์กังวลในฝันร้ายนั้น จึงฝากให้เราช่วยสอดส่องเรื่องราวต่างๆในบ้านเมือง และฝากฝัง “Cristo” และ “Brey” ดูแลองค์หญิงให้ดี.. และอนุญาตให้เราออกเดินทางข้ามทวีปได้อย่างเป็นทางการ โดยสั่งให้เปิดประตูมิติที่วิหารทางทิศตะวันออกของทะเลทรายบาซ่าให้..
เดินทะลุประตูมิติมายังทวีปใหม่ มุ่งหน้าสู่ปราสาท “Endor (エンドール – เอนโดรุ)”.. เป้าหมายสูงสุดของบทนี้คือการเข้าร่วมงานประลองศิลปะการต่อสู้ที่โคลอสเซียมหลังปราสาท.. อัพเกรดอาวุธชุดเกราะให้เรียบร้อย.. การประลองนี้ Alena ต้องลงสู้เพียงลำพังคนเดียวเท่านั้น! ผู้เล่นจึงต้องนำ Medical Herb ใส่กระเป๋าของ Alena ให้เต็มทุกช่อง และควรเก็บเลเวลของเธอให้ถึงประมาณ 14 หรือ 15 เพื่อความปลอดภัย.. ที่สำคัญที่สุด อย่าลืมซื้ออาวุธ “Iron Claw” สวมใส่ที่ร้านค้าทางซ้ายหน้าลานประลอง..
เมื่อพร้อมแล้ว ให้เดินเข้าสู่ลานประลอง Alena จะต้องต่อสู้แบบตัวต่อตัว 5 ยกติดกัน.
- Hun : นักสู้เส้าหลินกล้ามโต โจมตีธรรมดา ไม่ยากเกินไป.
- Roric : หนุ่มน้อยบูมเมอแรง ใช้อาวุธบูมเมอแรง โจมตีเร็ว ระวังเลือดให้ดี.
- Vivian : นักเวทย์สาวเซ็กซี่ เธอจะคอยร่ายเวทย์ใส่เราเรื่อยๆ กลยุทธ์คือให้ Alena คอยกดใช้สมุนไพรฮีลตัวเองไปเรื่อยๆ รอจนกว่า MP ของ Vivian จะหมดเกลี้ยง (เธอก็จะตีเราเบาหวิว) ค่อยสวนกลับ.
- Sampson : นักรบเกราะเหล็ก โจมตีรุนแรง ดวลดาบกันหมัดต่อหมัดและคอยฮีลเมื่อจำเป็น.
- Linguar : บอสตัวสุดท้าย มันจะแยกร่างออกเป็น 4 ร่าง ทุกร่างจะขยับเหมือนกัน แต่มีเพียงร่างเดียวเท่านั้นที่เป็นตัวจริงที่รับดาเมจ ร่างอื่นตีไปก็ว่าว นี่คือการวัดดวงล้วนๆ ให้สุ่มตีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะโดนตัวจริง.
เมื่อโค่นคู่ต่อสู้ทั้ง 5 ลงได้ Alena จะกลายเป็นแชมเปี้ยน! พระราชาแห่ง Endor จะทรงยินดีและประกาศให้รางวัล แต่เมื่อถึงคิวของนักสู้ปริศนาที่ชื่อ Psaro the Manslayer เขาจงใจสละสิทธิ์ไม่ยอมปรากฏตัว ในขณะที่กำลังเดินออกจากลานประลอง ทหารยามจากปราสาท Santeem ที่ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดจะวิ่งเข้ามาล้มลงตรงหน้า และร้องบอกด้วยลมหายใจสุดท้ายว่าให้องค์หญิงรีบกลับไปที่ปราสาทเดี๋ยวนี้! ให้ผู้เล่นใช้เวทย์ Return กลับไปที่ปราสาท “Zamoksva/Santeem (サントハイム – ซันโตไฮมุ)” ทันที ภาพที่เห็นคือความอ้างว้าง ปราสาททั้งหลังเงียบสงัด ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว ราวกับถูกลบหายไปจากโลก! ด้วยความสับสนและต้องการไขปริศนานี้ Alena, Kiryl และ Borya จึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาผู้คนของเธอ เป็นอันปิดฉากบทที่ 2 อย่างเป็นทางการ
บทที่ 3: พ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ (Chapter 3: Torneko and the Extravagant Excavation)
ผู้เล่นจะรับบทเป็นพ่อค้าร่างท้วมผู้มีจิตใจดี “Torneko หรือ Taloon (トルネコ – โตรุเนโกะ)” ชายผู้ยังทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายอาวุธแห่งเมือง “Lakanaba (レイクナバ – เรคุนาบะ)” นั่นเอง.. แต่เค้ามีความฝันอันยิ่งใหญ่อยากมีร้านเป็นของตัวเองและอยากจะเป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งของโลก.. บทนี้ถือเป็นบทที่แหวกแนวและสร้างสรรค์ที่สุดสำหรับเกม RPG ในยุคนั้นเลยทีเดียว.. เพราะระบบเกมจะเน้นไปที่การทำธุรกิจ การหาเงิน และการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีของพ่อค้า มากกว่าการฟาดฟันกับปีศาจๆๆๆ… 😁👍

ในตอนเช้า ภรรยาแสนดีของเรา “Neta” (หรือ “Tessie”) จะปลุกและทำข้าวกล่อง “Lunch” ให้ (ข้าวกล่องนี้กดกินเพื่อเติม HP ได้เหมือนสมุนไพร) ให้ออกจากบ้านแล้วเดินไปทำงานที่ร้านขายอาวุธตรงซ้ายล่างของหมู่บ้าน.. ในวันแรกระบบจะสลับเข้าสู่โหมด “จำลองการขายของ” ทันที.. ผู้เล่นจะได้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ คอยรับลูกค้าที่เดินเข้ามาซื้อและขายอาวุธ หากมีลูกค้านำดาบดีๆมาขายให้ร้าน ให้เรารับซื้อไว้ และหากเราอยากได้ก็ไม่ต้องขายให้ลูกค้าคนอื่นต่อ เพื่อเก็บดาบเล่มนี้ไว้ในสต็อกของร้าน เมื่อเราเลิกงาน (ระบบจะตัดจบวันเมื่อได้ค่าคอมมิชชั่นครบกำหนด) ให้นำเงินเก็บส่วนตัวมาซื้อดาบเล่มนี้ไปใช้เอง!..
***ตรงจุดนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ขายของเป็นลูกจ้างเค้าประมาณ 4 วันพอครับ.. หลังจากนั้นก็ซื้ออาวุธชุดเกราะแค่พอสู้กับมอนสเตอร์ได้ แล้วออกไปตีมอนส์เอาดีกว่า จะรวยเร็วกว่า.. เพราะมอนสเตอร์จะดร็อปอาวุธชุดเกราะทั้งราาถูก, ปานกลาง, และแพง ให้เราอยู่เสมอ.. เอามาขาย เราจะมีเงินเร็วมากๆ อันไหนดีเราใส่ได้ก็เก็บไว้ใส่ อันไหนใส่ไม่ได้ก็เอาไปขายครับ..
ได้อาวุธชุดเกราะที่น่าพอใจแล้ว ให้เราไปคุยกับเจ้าของโรงแรมเป็นการส่วนตัว(ไม่ผ่านเคาน์เตอร์) เราจะได้ข้อมูลว่าถ้ำทางทิศเหนือมี “กล่องเหล็กเก็บเงิน” ซ่อนอยู่(ไอเท็มที่จะช่วยปกป้องเงินทองของเราไม่ให้สูญหายเวลาตาย).. ออกจากเมือง มุ่งหน้าไปทาง ทิศเหนือ จะพบถ้ำแห่งหนึ่งตามคำบอกเล่า.. เข้าไปด้านใน สำรวจเก็บของให้ทั่ว.. ในถ้ำจะมีกลไกหลายอย่างที่เราต้องใช้ให้เป็น.. 1.กดเปิดประตูน้ำเพื่อให้น้ำดันเราไปพื้นที่ต่อไป 2.วิ่งล่อก้อนหินยักษ์ให้ตกไปในหลุมเพื่อเดินทางต่อ 3.ดันก้อนดินไปทับแท่นวางกล่องเหล็กที่รามาตามหา.. ซึ่งอันหลังสำคัญที่สุด ห้ามลืมเข็นก้อนดินเข้าไปในห้องสุดท้ายด้วยเด็ดขาด ถ้าลืมคือออกไม่ได้เลยนะ… เมื่อเข้าไปถึงห้องในสุดทาง จะพบหีบสมบัติ เมื่อเปิดออกและหยิบ “Steel Strongbox หรือ Iron Safe (てつのきんこ – เท็ตสึโนะคิงโกะ)” ประตูลูกกรงเหล็กจะเลื่อนลงมาขังเราไว้ทันที! วิธีแก้ปริศนาคือ ให้ผลักก้อนดินกลิ้งนั่นแหละไปวางทับแทนไว้.. (น้ำหนักของหินจะหลอกกลไกแทนน้ำหนักของเซฟ) ประตูลูกกรงจะเปิดออก ทำให้เรานำเซฟออกมาได้อย่างปลอดภัย…
กลับมาที่เมือง Lakanaba เตรียมตัวให้พร้อม จากนั้นเดินทางลงมาทาง ทิศใต้ จะพบหมู่บ้านกลางป่าชื่อ “Foxville/Shinnock (キツネヶ原 – คิตสึเนะงาฮาระ)” ทุกอย่างในเมืองนี้คือภาพลวงตา! สินค้าในร้านอาวุธที่ดูเหมือนดาบราคาแพง แท้จริงแล้วเป็นเพียงแท่งไม้ Cypress Stick และสมุนไพรก็คือ Gum pod ห้ามซื้อของใดๆ ทั้งสิ้น!!.. ในเมืองนี้เราจะพบสถาปนิกชื่อ Archie เขาบอกว่าถูกมนต์สะกดของที่ปรึกษาหมู่บ้านจนไม่สามารถเดินทางไปซ่อมสะพานให้เมืองข้างๆ ได้ ให้เราเข้าไปนอนพักที่บ้านชายซ้ายบนโดยตอบ “Yes” สองครั้ง.. เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา เราจะพบว่าตัวเองนอนอยู่กลางป่าและหมู่บ้านนั้นก็หายไป…
เดินทางต่อไปทาง ทิศใต้ อีกจะพบปราสาท “Ballymoral/Bonmalmo (ボンモール – Bonmooru)” เข้าไปคุยกับเจ้าชายที่ห้องฝั่งซ้ายของปราสาท พระองค์จะนัดให้เรามาเจอกันที่หลังร้านในตอนกลางคืน.. ไปคุยกับพระราชา จะได้รับรู้ว่าเขาตั้งใจจะก่อสงครามกับเมือง Endor.. ในตอนกลางคืน ให้เราแอบไปหาเจ้าชายตามที่นัดกันไว้.. พระองค์จะฝาก “Prince’s Letter (王子の手紙 – โอจิโนะเทกามิ)” ไปให้เจ้าหญิงแห่ง Endor เพื่อขอความช่วยเหลือหยุดยั้งสงคราม.. ก่อนออกจากปราสาท ให้แวะไปที่คุกใต้ดินทางขวาบนของปราสาท.. ลักลอบเข้าไปคุยกับนักโทษที่มาจาก Lakanaba ที่ห้องทางขวาให้ได้(อย่าให้ทหารจับหรือเห็นได้).. เขาจะขอร้องให้เรานำ “Chimaera Wing (キメラのつばさ – คิเมระโนะสึบาสะ)” มาให้เขาเพื่อใช้หลบหนีกลับบ้านเกิด ให้เรามอบให้เขาไป.. แล้วเค้าจะวาร์ปกลับบ้านเค้าได้ทันที…
ร่ายเวทย์หรือเดินกลับไปที่หมู่บ้าน “Lakanaba” คุณตาที่บ้านขวาบน(แกคือพ่อของหนุ่มนักโทษที่เราเพิ่งช่วยนั่นเอง) แกจะขอบคุณเราที่ช่วยลูกชายแกให้ได้กลับบ้าน แล้ววานให้เราช่วยดันแกไปหน้าบาทหลวง(อีกละ) ถ้าเราทำ แกก็จะให้ตังค์เรา9G จากนั้นแกจะบอกให้เราไปพบลูกแกที่หลังบ้านแก(ขวาบน).. พอเราไปที่กรงสุนัขขวาบนหรือหลังบ้านคุณตา เราก็จะได้พบชายหนุ่มที่เราช่วยเค้าจากคุกยืนอยู่.. คุยกับเค้าเค้าก็จะขอบคุณเราและอยากตอบแทนเรา.. ทอนเนโก้หรือตัวเราจะเอ่ยปากขอยืมสุนัขจากเค้า เค้าก็จะตกลงและให้เรายืมสุนัขทันทีพร้อมกับบอกว่ามันล่าสุนัขจิ้งจอกเก่งมากๆ..
ให้พาสุนัขตัวนี้เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านภาพลวงตา “Foxville” สุนัขจะวิ่งตรงเข้าไปเห่าใส่ที่ปรึกษาหมู่บ้านเค้าจะกลัวจนเผยร่างจริงว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกจำแลงกาย! เค้าจะยอมแพ้และสัญญาว่าจะไม่ใช้มนตร์ลวงตาสร้างความเดือดร้อนให้ใครอีก และมอบ Full Plate Armor ให้เรา.. สถาปนิก Archie จะหลุดพ้นจากมนต์สะกดและบอกว่าเค้าจะไปที่ปราสาท Bonmalmo ทางใต้.. ก็ให้เราตามไป เข้าปราสาทแล้วไปคุยกับพระราชา.. พระราชาจะบอกว่า เดี๋ยวเจ้าวิศวกร Archie จะไปซ่อมสะพานให้ข้า เดี๋ยวข้าก็จะสามารถไปบุกตีเมือง Endor ได้แล้ว…
เมื่อออกมาจากปราสาท เราก็จะเห็นสะพานซ่อมเสร็จแล้ว ให้เดินข้ามสะพานไปทาง ทิศใต้ สู่ปราสาท “Endor (エンドール – เอนโดรุ)”.. นำจดหมายรักไปมอบให้เจ้าหญิง ราชาแห่งเอ็นดอร์จะบังเอิญมาได้ยินเรื่องราวทั้งหมด พระองค์จึงมอบพระราชสาส์น “Royal Scroll (おうけのตาราง – โอคิโนะสึทสึจิ)” ให้เรานำกลับไปส่งให้ราชาแห่ง Ballymoral ทันที.. รีบแจ้นไปมอบจดหมายนี้ให้ราชา Ballymoral ตามพระประสงค์ พระองค์เพิ่งจะได้รับรู้ว่าลูกชายของตน(องค์ชายรี้ด)แอบรักกับองค์หญิงMiaแห่งเอ็นดอร์.. พระราชาจะยอมยุติสงครามและตกลงให้ลูกๆ ทั้งสองแต่งงานกันเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี.. กลับไปหาพระราชาแห่ง Endor เพื่อรับการปูนบำเหน็จ พระองค์จะทรงอนุญาตให้ Torneko เปิดร้านค้าในเมือง Endor ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และบอกว่าอย่าลืมมาแจ้งข่าวพระองค์ด้วยล่ะถ้าเปิดร้านแล้ว.. จากนั้นให้เราไปเล็งร้านซ้ายล่างของเมืองเอาไว้ ขึ้นไปชั้นสอง จะได้พบกับคูณตาเจ้าของร้านที่แก่มากแล้ว.. คุณตาอยากวางมือ และขายหน้าร้านให้กับใครซักคนในราคา 35,000G.. เราต้องหาเงินมาซื้อร้านค้านี้เองในราคา 35,000 เหรียญทอง! ให้จงได้!! ความฝันของเราใกล้สำเร็จแล้ว!!!..
วิธีหาเงินที่เร็วที่สุดคือการไปเสาะหาสมบัติล้ำค่าที่ถ้ำทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของ Endor นั่นเอง.. ก่อนไปล่าสมบัติให้เราไปจ้างจ้างนักรบ Strom (เดินอยู่บริเวณหน้าโบสถ์และนักกวี Laurent (ห้องพักชั้นสองของโรงแรม)มาร่วมเดินทางช่วยสู้ได้(จ่ายเงินค่าจ้างนิดหน่อย เค้าจะไปลุยกับเรา 6 วัน)..
เมือออกเดินทางข้ามสะพานมาทางตะวันออก ขึ้นเหนือนิดหน่อยจะได้พบกับอุโมงค์ที่ยังขุดไม่เสร็จ ลุงที่เฝ้าอยู่บอกว่าต้องใช้เงิน 60,000G เพื่อขุดต่อ.. เดินทางต่อขึ้นทางทิศเหนือ จะได้พบกับถ้ำในเถาวัลย์พิษ.. เข้าไป มันคือถ้ำ “The Cistern Chapel (女神像の洞窟 – เมกามิโซโนะโดคุตสึ)” ดันเจี้ยนนี้มีปริศนาเกี่ยวกับน้ำ.. เราจะเจอแต่หีบสมบัติที่อยู่บนแท่น ขึ้นไปเอาไม่ได้.. ให้เดินลงไปจนถึงชั้นล่างสุดจะพบสวิตช์อยู่บนพื้น ให้เดินไปเหยียบเพื่อระบายน้ำออกจากโถงกลาง.. น้ำจะท่วมสูงขึ้นในห้องที่มีหีบสมบัติ.. พอน้ำท่วมเราก็จะสามารถไล่เก็บสมบัติได้.. ขึ้นเรือและไล่หาสมบัติที่ต้องการ.. สุดท้ายเราจะเจอรูปปั้นเงินในตำนาน “Silver Goddess Statue (ぎんのめがみぞう – กินโนะเมกามิโซ)” รูปปั้นเงินบริสุทธิ์.. เอาออกมาครับ…
นำรูปปั้นนี้กลับมาที่เมือง “Endor” ไปที่บ้านของเศรษฐีนักสะสมของเก่าทาง ขวาบน ของเมือง(แกจะอยู่ชั้นสอง).. เขาจะขอซื้อรูปปั้นนี้ในราคาสูงถึง 25,000 เหรียญทอง! ให้เรานำเงินก้อนนี้ไปสมทบกับเงินที่หามาได้จากการตีมอนสเตอร์ และขายอาวุธต่างๆ.. นำไปซื้อตึกร้านค้าที่ประกาศขายอยู่ทางมุม ซ้ายล่าง ของเมืองนั่นเอง(ราคา 35,000 เหรียญทอง).. ทันทีที่ซื้อได้สำเร็จ เราจะเอาภรรยาและลูกชายย้ายมาอยู่ที่นี่ทันที.. ภรรยาเราจะเป็นคนขาย เราสามารถเอาไอเท็มมาฝากภรรยาให้ขายได้เรื่อยๆ หรือจะนอนพักผ่อนก็ได้เช่นกัน…
จากนั้นไปแจ้งข่าวให้พระราชาทราบ.. พระองค์จะดีใจและบ่นว่าทหารของพระองค์ต้องการอาวุธชุดเกราะเพิ่ม อาวุธ Broad Sword 7 ชิ้น ชุดเกราะ Half Plate Armor 7 ชิ้น.. หามาได้ให้เอามามอบให้ทหารที่โต๊ะขวาบนของชั้นล่างนั่นเอง.. เมื่อได้ครบทุกชิ้น เค้าก็จะจ่ายเงิน 60,000G ให้กับเราตามสัญญา..
(เดินตีมอนสเตอร์รอบๆปราสาทหรือในถ้ำที่เราไปผจญภัยมานั่นแหละ)
เมื่อได้เงินครบ 60,000 เหรียญทองแล้ว ก็ให้นำเงินไปมอบให้ชายชราที่ถ้ำขวาบนที่กำลังจะขุดนั่นเอง.. แกก็จะรับไว้แล้วไปจ้างคนมาขุดถ้ำต่อครับ…
หลังจากมอบเงินเสร็จแล้ว ให้กลับมาที่ปราสาท ออกไปตีมอนส์จนมืดแล้วกลับมานอนกับภรรยา วนไปเรื่อยๆจนได้ไอเท็ม “Broad Sword” เต็มกระเป๋า(มันแพงที่สุด เก็บไว้ขายตอนรวมตัวกันในบทสุดท้าย เป็นต้นทุนฉ่ำๆในการเริ่มต้นผจญภัย.. อิอิ…).. พอของครบแล้ว ให้แวะไปหาคุณตาที่ถ้ำที่กำลังขุด.. จะเห็นคนงานขุดถ้ำกันอยู่ คุยกับคุณตาแกจะบอกว่าถ้ำเสร็จเมื่อไหร่จะส่งจดหมายไปบอกภรรยานายนะ.. ก็ให้เรากลับมา คุยกับภรรยา ภรรยาเราจะบอกว่า “คาสิโน” ใต้โรงแรมกลับมาเปิดอีกแล้วนะ.. ก็ให้เราไปแร่ดที่คาสิโนให้เต็มที่.. พูดคุยกับผู้คน เล่นเกมโต๊ะต่างๆ(อย่าลืมแลกเหรียญคอยน์ก่อน).. เต็มอิ่มแล้วกลับมาคุยกับภรรยา.. เธอจะบอกว่ามีจดหมายส่งมาแจ้งว่าถ้ำขุดเสร็จแล้ว.. เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเดินทางต่อ แต่เธอจะเป็นกำลังใจให้เราเสมอ และรอวันที่เรากลับมา.. จุ๊บๆ…
จากนั้นก็ให้เราเดินทางไปที่อุโมงค์ ลอดผ่านทะลุไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่งของภูเขา.. ก็เป็นอันจบสิ้นการผจญภัยอันแสนวุ่นวายของพ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ในบทที่ 3 นั่นเอง…
บทที่ 4: สองพี่น้องแห่งมงบาร์บาร่า (Chapter 4: Meena and Maya and the Mahabala Mystery)
ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นสองพี่น้องสายเวทย์ “Mara : มารา (マーニャ – มาเนีย)” สาวนักเต้นระบำสุดเซ็กซี่ ผู้มีพลังเวทมนตร์ดำโจมตีรุนแรง และ “Nara : นารา (ミネア – มิเนีย)” หมอดูไพ่ทาโรต์คนงาม ผู้เชี่ยวชาญเวทมนตร์รักษา ทั้งสองออกเดินทางเพื่อเป้าหมายเดียวคือการ “ล้างแค้น” ให้กับบิดา(Mahabala) ผู้เป็นนักวิทย์สายเล่นแร่แปรธาตุที่ถูกศิษย์ทรยศนามว่า “Balzack” สังหารอย่างโหดเหี้ยม..

เริ่มต้นเนื้อเรื่องที่เมืองแห่งความบันเทิงและโรงละคร “Laissez Fayre/Monbaraba (モンバーバラ – มงบาร์บาร่า)” เมื่อแสดงระบำอำลาผู้ชมเสร็จสิ้น ให้คุยกับท่านอาจารย์(หรือผู้จัดการโรงละครนั่นแหละ)ที่ห้องแต่งตัวด้านหลัง เค้าจะรักและเข้าใจเธอทั้งสองเป็นอย่างดี และอวยพรให้เดินทางปลอดภัยกลับมา.. ในช่วงแรกจะเป็นช่วงที่ลำบากนิดหน่อย เพราะเงินน้อย และ Mara ยังไม่มีอาวุธ.. ให้ใช้เงินน้อยนิด ไปซื้อเครื่องป้องกันให้ทั้งสองสาวใส่เพื่อเพิ่มพลังป้องกัน(ก่อนออกบู๊).. จากนั้น เดินเก็บเลเวลเก็บเงินรอบๆหมู่บ้าน.. เมื่อได้เงินครบ 200G ให้มาซื้อ “แส้” ให้มาราสวมใส่.. ทีนี้ก็บันเทิงขึ้นเยอะครับ.. มาราจะมีพลังโจมตีทางกายภาพใกล้เคียงกับนาราเลย ไม่ต้องใช้เวทย์ให้เปลืองโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว…
เก็บเลเวลให้ได้ประมาณ Lv5 จากนั้นให้ออกจากเมืองแล้วเดินทางขึ้นไปทาง ทิศเหนือ เพื่อแวะเยือนบ้านเกิดของพวกเธอ “Aubout du Monde/Kievs (コーミズ – โคมิซุ)”.. คุยกับชาวบ้านให้หมดเพื่อเก็บข้อมูล ชาวบ้านจะรักและให้เกียรติคุณพ่อเรามากๆ เจ้าของโรงแรมจะไม่เก็บตังค์เราเลย เราสามารถนอนฟรีได้ตลอด.. เราจะได้พบกับสุนัขตัวหนึ่งที่หน้าบ้านของพ่อเรา มันจะจำเราได้ เดินเข้ามาหาเราและเดินตามเรา(ตอนกลางคืนมันจะนอนเฝ้าที่หลุมศพคุณพ่อของเราเสมอ).. เราจะได้รับรู้เรื่องการตายของพ่อเราโดยฝีมือของศิษย์เอกอย่าง “ฺBalzack” และได้รับรู้ว่า พ่อยังมีลูกศิย์อีกคนชื่อว่า “Orin : โอริน” เรายังไม่เคยเจอเค้า เค้าได้รับบาดเจ็บและกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ถ้ำทางตะวันตก..
เก็บเลเวลให้ได้ประมาณหนึ่งจนมาราปรากฏเวทย์ “Fireball : ไฟร์บอล” ให้ใช้(โจมตีหมู่ได้ จำเป็นนะ ในถ้ำแสบๆหลายตัว).. ซื้อของจำเป็นให้พร้อม(ยาแก้พิษหลายๆเม็ดเลย).. จากนั้นให้ข้ามสะพาน 2 สะพานมุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันตก เข้าสู่ถ้ำลึกลับ “Gupta Gupha (コーミズ西の洞窟 – โคมิซุนิชิโนะโดคุตสึ)”.. ถ้ำนี้มีเส้นทางวกวนนิดหน่อย ให้เดินสำรวจลงไปชั้นล่างสุดทาง ขวาล่าง จะพบกับ “Orin (オーリン – โอริน)” ชายร่างกำยำผู้กำลังฝึกฝนวิชาเพื่อเตรียมตัวล้างแค้น.. เขาจะดีใจมากที่พบลูกสาวของอาจารย์และขอเข้าร่วมปาร์ตี้ ข้อดีของ Orin คือเขามีพละกำลังมหาศาล สามารถใช้มือเปล่า “งัดประตูที่ล็อกได้ทุกบาน” ทำให้จากเราไม่ต้องง้อกุญแจอีกเลย.. ก่อนออกจากถ้ำนี้ ต้องสำรวจให้ทั่วเพื่อเก็บไอเท็มสำคัญ 2 ชิ้น คือ “Night Light (やみのランプ – ยามิโนะลัมพุ)” (ไอเท็มเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน) และอาวุธลับของพ่อ “Sphere of Silence (せいじゃくのたま – เซจาคุโนะทามะ)” ไอเท็มชิ้นหลังนี้มีผลในการ “ใบ้เวทมนตร์” ของศัตรู ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสู้บอส!..
เดินทางขึ้นไปทาง ทิศเหนือ ของหมู่บ้าน Kievs จะพบปราสาท “Kee Leon (キングレオ城 – คิงเลโอโจ)” เรายังเข้าห้องโถงกลางไม่ได้ หาข้อมูลพูดคุยให้ทั่ว.. จะได้ข้อมูลว่าเสนาบดีที่ขวาล่างของปราสาทถึงจะเย่อหยิ่งแต่ก็ขี้กลัวมาก ให้ทำเสียงดังๆแล้วแกจะตกใจวิ่งแจ้นไปหาพระราชา(ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าห้องพระราชาคนใหม่นี้อยู่ที่ไหน มันเป็นห้องลับ).. จะได้รู้ว่าคนที่ทำเสียงดังได้ครั้งล่าสุดถูกจับขังไว้ที่เมืองท่าทางทิศเหนือ.. ประตูที่ถูกล็อค โอริน เพื่อนของเราจะสามารถบิดขาดได้หมด เข้าได้หมด(โหดจัด)..
สำรวจเรียบร้อยแล้วให้ออกจากปราสาทแล้วเดินทางขึ้นเหนือนิดหน่อยก็จะได้พบกับเมืองท่า “Haville”.. ที่นี่เราสามารถพักผ่อนซื้ออาวุธชุดเกราะได้เต็มที่.. ลงไปที่คุกใต้ดิน เราจะได้พบกับนักโทษที่เคยใช้ดินปืนส่งเสียงดังจนเสนาบดีแต๋วแตก.. เค้าจะบอกว่าได้ดินมาจากหมู่บ้านเหมืองแร่ทางทิศตะวันตกนั่นเอง..
เตรียมตัวให้พร้อมทั้งไอเท็มและความฟิต.. จากนั้นออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกขึ้นเหนือนิดหน่อย.. ก็จะได้พบกับหมู่บ้านเหมืองแร่ “Mamon Mine (アッテムト鉱山 – อัตเตมุโตะโคซัง)”.. บรรยากาศของเมืองเศร้าหมอง เต็มไปด้วยควันพิษ มืดหม่น และชาวเมืองสุขภาพย่ำแย่.. หาข้อมูลจะได้ความว่า พระราชาองค์ใหม่ห้ามใช้ดินปืน ห้ามขุดเหมืองแล้ว.. มีแก๊สพิษออกมาจากในถ้ำเสมอ มีมอนสเตอร์มากขึ้น.. ให้เราเดินอ้อมประตูเข้าไปในเหมืองจากบ้านคนข้างๆ.. สำรวจให้ทั่ว เก็บของให้หมด.. ลงไปจนถึงชั้นในสุดของเหมือง เราจะได้พบกับชาวบ้านที่ไม่ยอมแพ้แม้จะต้องตายขุดเหมืองอยู่และจะพบกล่องสมบัติที่มี “Powder Keg (かやくつぼ – คายะคุสึโบะ)” (ดินปืน/ระเบิดควัน) อยู่ด้วย.. หยิบมันมาแล้วเอาไฟลน.. แฮร่!!!.. หยิบมาเฉยๆ.. 😆
ย้อนกลับมาที่ปราสาท“Kee Leon” เดินเข้าประตูหน้าไปแล้วเลี้ยวไปทาง ขวาล่าง จะพบห้องพักของเสนาบดีที่เดิม.. ให้เราเข้าไปยืนหลบอยู่ในซอกข้างๆทางซ้ายของห้องเจ้านั่น.. แล้วกดใช้ไอเท็ม “Powder Keg” ทันที.. เสียงระเบิดจะทำให้เสนาบดีตกใจ เค้าจะรีบเดินไปที่กำแพงห้องโถงเพื่อเปิดทางลับสำหรับเข้าไปหาพระราชา.. ให้เราแอบเดินตามเขาไปรักษาระยะห่างอย่าให้เขาเห็น.. สังเกตดูว่าเขากดปุ่มลับที่กำแพงตรงไหน เราก็เดินไปกดปุ่มลับตรงนั้นบ้าง.. ผนังจะเปิดออก.. แล้วเราจะได้เจอกับเจ้าทรยศ “Balzack” สมใจ.. มันบอกว่าพ่อของเราค้นพบสุดยอดความลับแห่งวิวัฒนาการ แต่กลับพยายามทำลายความรู้นั้นทิ้ง.. มันไม่ยอม เพราะสามารถใช้ยึดครองโลกได้ด้วยซ้ำ.. ดูร่างกายของข้านี่สิ!!!..
- Boss Fight: Balzack (バルザック – บัลซัค)
- กลยุทธ์: Balzack เป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจและมีเวทย์ฮีลตัวเองจนเต็มได้ ทันทีที่เข้าสู่ฉากต่อสู้ ให้ Maya หรือ Meena กดใช้ไอเท็ม “Sphere of Silence” จะทำให้ Balzack ไม่สามารถร่ายเวทย์ได้(ตัวมันจะเปลี่ยนสี).. จากนั้นให้รุมกระทืบให้ยับ.. 😆 เอาชนะได้ การแก้แค้นก็จะสำเร็จลุล่วง!
ทว่า เมื่อเอาชนะเจ้า “Balzack” ได้ ความดีใจอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะราชาปีศาจสิงโต “Keeleon/Marquis de Leon (キングレオ – คิงเลโอ)” จะกระโดดลงมาจากบัลลังก์ จากนั้นและโจมตีเราทันที!!!..
- Unwinnable Boss Fight: Keeleon บอสตัวนี้โจมตี 2-3 ครั้งต่อเทิร์น รุนแรงมากจนไม่สามารถเอาชนะได้ (เป็นสคริปต์บังคับแพ้ครั้งแรกของซีรีส์) ต้องยอมปล่อยให้ปาร์ตี้ของเราโดนตีจนตายพ่ายแพ้ตามเนื้อเรื่อง..
เมื่อได้สติตื่นขึ้นมา.. เราทั้งหมดจะพบว่าตัวเองถูกจับขังอยู่ในคุกใต้ดินของปราสาท.. เดินไปคุยกับคุณตาที่นอนอยู่ แกจะบอกว่าแกฝันที่จะท่องเที่ยวและไปจากประเทศนี้ แต่ตอนนี้แกแก่เกินไปที่จะทำแบบนั้นแล้ว.. ดังนั้นแกจะยกตั๋วเดินทางข้ามสมุทรที่แกมีอยู่ “Boarding Pass (じょうせんけん – โจเซ็นเคน)” ให้กับเรา.. ทะลุกำแพงไปอยู่ในหีบสมบัติ หยิบมา แล้วหนีไปทางช่องทางลับทางขวา.. ทันทีที่เราโผล่พ้นคุก ทหารยามของ Keeleon ก็เห็นพอดี.. พวกมันจะเข้ามารุมแต่ Orin จอมพลังเพื่อนเราจะเข้าไปขวางพวกมันไว้ เพื่อให้เราหนีไป.. ก็ให้เราสองพี่น้องรีบหนีออกมา…
เมื่อหนีออกมาจากปราสาท.. มุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านทาง ทิศเหนือ อีกครั้ง.. รีบวิ่งไปที่ท่าเรือ ยื่นตั๋วโดยสาร “Boarding Pass” ให้กะลาสี.. พูดคุย ซึมซับข้อมูลให้ทั่วทั้งเรือ.. เมื่อพร้อมแล้วก็เดินไปคุยกับกัปตันเรือด้านบนพวงมาลัย.. แกจะถามว่าพร้อมออกเดินทางหรือยัง? ให้เราตอบ “Yes” แกก็จะออกเรือทันที…
เมื่อเท้าเราแตะพื้นที่ “Endor” ก็จะจบบทที่ 4 นี้ทันทีครับผม…
บทที่ 5: เหล่าผู้กล้าที่ถูกเลือก (Chapter 5: The Chosen)
การผจญภัยที่แท้จริงเพื่อกอบกู้โลกเริ่มต้นขึ้นแล้ว ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นผู้กล้า “Hero (ゆうしゃ – ยูฉะ)” อย่างเต็มตัว
เกมจะเริ่มขึ้นในหมู่บ้านลับแลกลางหุบเขาที่แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก(เพื่อความปลอดภัยของผู้กล้า).. ผู้กล้ากำลังเติบโตใช้ชีวิตและฝึกฝนวิชาอยู่อย่างสงบอยู่ที่นี่.. แม่ของเราจะฝากให้เราเอาอาหารกลางวันไปให้ท่านพ่อ(ชายชราขวาบน).. คุยกับทุกคนเพื่อซึมซับข้อมูล เราจะได้รับรู้ว่าเราเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขมากๆที่นี่.. เพื่อเอลฟ์สาวของเราเธอจะนอนเล่นกลางสวนดอกไม้.. เมื่อเอาอาหารให้ท่านพ่อเสร็จแล้วให้กลับมาคุยกับแม่..
ทันใดนั้นเอง.. ก็จะมีชาวบ้านวิ่งมาบอกว่า “ลูกสมุนปีศาจ” มันได้ค้นพบที่นี่แล้ว!!.. มันรู้แล้วว่ามีผู้กล้าอยู่ที่นี่.. ทุกคนจะพยายามปกป้องเราสุดชีวิต.. ท่านพ่อจะบอกว่าเราคือ “ผู้กล้า” ที่จะต้องเป็นผู้ปราบจอมมารในอนาคตอีกไม่นานนี้และเค้าไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของเรา.. เราจะงงไปหมด ถูกลากไปซ่อนที่ห้องลับใต้ดิน.. จะเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดมากด้านบน(เราจะได้ยินแต่เสียง).. สุดท้ายเพื่อนเอลฟ์สาวของเราจะวิ่งมาบอกลาเรา.. เธอจะแปลงร่างจำแลงกายให้เหมือนเราเป๊ะ แล้ววิ่งออกไป เพื่อตายแทนเรา…
เมื่อทุกอย่างสงบลง.. ให้เราเดินกลับออกมา.. หมู่บ้านที่รักของเราจะเละเทะไม่เหลือดี.. เหล่าปีศาจนึกว่าพวกมันฆ่าผู้กล้าได้สำเร็จแล้ว.. ให้เราไปสำรวจที่พื้นดินกลางสวนดอกไม้ที่เพื่อเราเคยนอน เราจะได้เครื่องป้องกันที่ช่วยได้มากๆ 1 ชิ้น.. เก็บความแค้นปนความงุนงงเดินออกจากหมู่บ้าน…
เดินลงมาทางใต้ไม่ไกลจะได้พบ บ้านคนตัดฟืน (Woodcutter’s cabin) เค้าไม่ค่อยชอบเราเท่าไหร่.. ให้สำรวจที่ไหและที่เก็บของในบ้านเค้าให้ทั่ว.. เราจะได้เครื่องป้องกัน,ยา,และเงินจำนวนหนึ่ง(เป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยนะครับ ห้ามพลาด).. จากนั้นเดินทางต่อไปทางทิศ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะพบปราสาท “Branca (ブランカ – บลังก้า)”.. ที่นี่เหมาะมากที่จะพักผ่อนและเก็บสะสมเลเวล.. ซื้ออาวุธและไอเท็มสำคัญให้พร้อม..
พร้อมแล้วเดินทางต่อไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะพบอุโมงค์ที่ Torneko ได้ลงทุนขุดไว้ในบทที่3นั่นเอง.. เดินลอดผ่านอุโมงค์ข้ามทวีปทะลุมายังปราสาท “Endor (エンドール – เอนโดรุ)”.. เดินไปพบกับ Nara ได้ที่บริเวณหน้าโบสถ์หรือหน้าบ้านใหม่ Torneko.. คุยกับเธอ เธอจะบอกว่าดูดวงกับเธอได้แค่ 10G เท่านั้น.. ให้เราตอบ “Yes” ไป.. เธอจะมองเห็นแสงสว่าง 7 ดวงในตัวเรา ตอนนี้สว่างแค่เล็กน้อย แต่ในอนาคตจะสว่างไสวมากขึ้นอีก.. ดูไปเรื่อยๆเธอจะรู้โดยสัญชาตญาณว่าเรานี่แหละคือผู้กล้าที่เธอกำลังตามหา.. เธอจะเข้าร่วมกลุ่มกับเราทันที.. จากนั้นให้เดินไปหา Mara ที่คาสิโนใต้โรงแรม(เธอจะอยู่ตรงตู้ปาจิงโกะ กำลังปั่นยอดอยู่ 😆).. เมื่อคุยกัน Nara จะบ่นว่าเราจะถังแตกอยู่แล้วนะ ยังจะมาใช้เงินฟุ่มเฟือยอีก Mara จะขอโทษและได้รับรู้เรื่องราวว่าเราคือผู้กล้า.. เธอก็จะเข้าร่วมกลุ่มทันทีเช่นกัน พร้อมกับบอกให้เราดูแลเธอด้วย(แหม.. ผมเพิ่งจะ 17 เองนะพี่สาว.. จะให้หาเลี้ยงเลยรึ.. 😆)..
ออกเดินทางกลับมาที่บริเวณปราสาท Branca อีกครั้ง.. เดินทางมุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันออก ไม่ไกล จะเจอกับทางสามแยก ทางใต้ลงไปทะเลทรายและมีจุดแวะพักอยู่หนึ่งจุด.. แวะเข้าไป จะได้เห็นว่ามีรถม้า Wagon จอดอยู่ด้วย และมันเป็นพาหนะเดียวที่จะใช้ข้ามทะเลทรายได้.. แต่เมื่อไปคุยกับเจ้าของรถ เค้าจะถามว่าอยากได้รถม้างั้นเหรอ? พอเราตอบ เค้าจะบอกว่าเค้าจะไม่ไว้ใจใครให้ยืมรถม้าอีกแล้ว เพราะแม้แต่เพื่อนรักของเค้าก็ยังทรยศเค้าตอนไปผจญภัยที่ดันเจี้ยนทางตะวันออก…
พอได้เบาะแสตามนั้นก็ให้เราย้อนกลับไปที่สามแยก และเดินทางยาวไปทาง ทิศตะวันออก สุด.. จะได้พบถ้ำดันเจี้ยน “Cave of Betrayal (裏切りの洞窟 – อุรางิริโนะโดคุตสึ)” ซึ่งภายในนี้เราจะถูกทดสอบจิตใจด้วยภาพลวงตาของมอนสเตอร์จำแลงกาย.. ให้เดินเข้าไปเรื่อยๆ เจอกำแพงหินก็เดินชนได้เลย(มัจะแตกทันที).. เดินไปไม่ไกล สองสาวมาราและนาราจะตกหลุมกับดักลงไปข้างล่าง.. เมื่อเราตามลงไป ก็จะได้พบกับาราและนาราตัวปลอม มันคือปีศาปลอมมา จัดการซะ.. พอเราตกหลุมลงไป ก็จะเจอกับมาราและนาราตัวปลอมอีก ก็ให้จัดการอีก.. แต่ในที่สุดเราจะได้เจอพวกเธอตัวจริง.. พวกเธอเองก็จะระแวงเราและไม่เชื่อว่าเราเป็นตัวจริง.. พวกเธอจะถามคำถามที่มีแต่เราตัวจริงเท่านั้นที่รู้ คือ “นายเจอนาราที่คาสิโนใช่หรือไม่?” ก็ให้ตอบ “ไม่ใช่” ไปครับ(เพราะที่คาสิโน เราเจอมาราต่างหาก).. รวมกลุ่มกันแล้วก็เดินทางต่อครับ.. เมื่อเจอกลุ่มก้อนหินยักษ์อยู่กันเยอะๆก็ให้เดินชนให้แตกให้หมดครับ แล้วจะเห็นหีบสมบัติเก็บไอเท็ม “สัญลักษณ์แห่งศรัทธา” (Symbol of Faith) เก็บมาแล้วนำกลับมาให้ Hoffman เจ้าของรถม้าดู เขาจะประทับใจในเราและยอมยกรถม้า Wagon ให้เราได้ใช้งาน.. ตัวเค้าเองก็จะเข้าร่วมกลุ่ม เป็นนักสู้สายหมัดที่โจมตีได้รุนแรงอีกด้วย.. ตอนนี้เราจะสามารถมีปาร์ตี้ได้มากกว่า 4 คนแล้วและสามารถสลับตัวละครเข้าออกระหว่างการสู้รบได้ตลอดเวลาอีกด้วย…
ใช้รถม้าเดินทางข้ามทะเลทรายใหญ่มาทาง ทิศใต้ ทะลุทะเลทรายออกมาจะพบกับเมืองสปาน้ำพุร้อน “Aneaux (アネイル – อเนรุ)”.. ในเมืองนี้จะมีไกด์เถื่อนพาเราเที่ยวชมเมืองด้วย สุดท้ายจะไปจบที่โรงแรมของเค้าซึ่งมีค่าพักแพงกว่าโรงแรมปกติซะอีก.. เราจะได้รับรู้เรื่องของนักรบ “Ruvas” และชุดเกราะของเค้าที่น่าจะเป็นของปลอมเพราะมีคนขโมยของจริงไปแล้ว(หน้าหลุมศพของ Ruvas ซ้ายบนสำรวจจะได้เม็ดเพิ่มความแข็งแรง 1 เม็ด).. กลับเข้าเมืองในตอนกลางคืน เราจะได้พบวิญญาณของ Ruvas อยู่หน้าหลุมศพ เมื่อคุยกับเค้า เค้าจะยืนยันว่าชุดเกราะของเค้าถูกใครบางคนขโมยไปแล้วจริงๆ.. พักผ่อน, ซื้อของ, หาข้อมูลเต็มที่แล้ว ให้เราเดินทางลงใต้ต่อไปครับ…
ลงมาทาง ทิศใต้ จะพบเมืองท่าเรือ “Konenber (コナンベリー – โคนันเบอรี่)”.. กะลาสีที่นี่บ่นว่าเรือไม่สามารถออกทะเลได้ไม่สามารถเทียบท่าได้เพราะมีปีศาจยึดประภาคารและปล่อยแสงลวงตาหลอกให้เรือล่ม.. จะได้รู้ว่า Tornako (พ่อค้าในบทที่3) ต่อเรือซื้อเรือไว้ที่นี่ แต่ตัวเค้าเองไม่อยู่เพราะกำลังไปเคลียร์เรื่องที่ประภาคารเพื่อให้เรือออกเดินทางได้(สำรวจบนเรือให้ทั่วตามถังและตู้ จะได้ Small Medal) ให้เดินไปทาง ทิศตะวันออก ของเมืองจะได้พบกับประภาคาร “Pharos Beacon (大灯台 – ไดโทได)”.. ขึ้นไปจะได้พบ Torneko ยืนเครียดอยู่ เค้ารู้ว่ามอนสเตอร์ด้านบนจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆและเค้าคนเดียวเอาไม่ไหวแน่ เค้าจึงถามว่าเราจะช่วยจัดการแทนเค้าได้หรือไม่?.. ก็ให้เราตอบ “Yes” ไปครับ.. แล้วทอร์เนโก้จะกลับไปรอเราที่เมือง(ตอนเดินออกเค้าจะเดินทะลุเข้าไปในห้องลับให้เราได้เห็นด้วย.. เข้าไปเก็บของในห้องลับนั้นด้วยครับ..)..
เดินทางต่อ สำรวจให้ทั่วประภาคารจนได้ไอเท็มคบเพลิง “Holy Embers (せいなるたねび – เซนารุทาเนบิ)”.. ขึ้นไปจนถึงยอดสุดจะได้พบกับปีศาจ 3 ตนครอบครองเตาไฟส่องแสงของประภาคารอยู่.. จัดการพวกมันให้หมด.. แล้วโยนคบเพลิง “Holy Embers (せいなるたねび – เซนารุทาเนบิ)” ลงไปในเตาไฟใหญ่แทน.. แสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์จะขับไล่ความมืดมิดในหอคอยไปทั้งหมด.. ท่าเรือที่เมืองจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง..
เดินทางกลับเมืองท่า “Konenber” ไปคุยกับ Torneko ที่ยืนรออยู่หน้าท่าเรือ.. คุยกับเค้า เค้าจะชื่นชมในความแข็งแกร่งและเก่งกาจของเรา และสุดท้ายเค้าจะขอร่วมทีมกับเราด้วยเพราะประทับใจในทีมเรา.. แถมยกเรือลำใหญ่ของเขาให้เป็นพาหนะของเราอีกด้วย!!!…
***ถึงตรงนี้อย่าลืมเอาไอเท็มดาบราคาแพง “Broad sword” ในกระเป๋า Torneko ให้พระเอกใช้หรือเอาไปขายทำทุนล่ะ.. อิอิ…
ตอนนี้เรามีเรือแล้วจึงสามารถล่องเรือไปได้ทั่วโลกอย่างอิสระแล้วนะครับ แต่ก็ต้องระวังพื้นที่ๆมีมอนสเตอร์โหดเกินกว่าที่เราจะปราบมันลงให้ดีด้วย.. ไปมั่วๆไม่ได้นะ.. ตุยนะ 😂…
เดินทางผจญภัยต่อไปทาง ทิศใต้ ของเมืองท่า “Konenber” เข้าสู่ทวีปด้านล่าง.. เดินเท้าต่อไปที่เมือง “Mintos (ミントス – มินตอส)” ทางตะวันออกนิดหน่อย.. เข้าไปในโรงแรมไฮโซขนาดใหญ่ (ของ Conrad Hilton) ที่ชั้นสองจะพบนักเวทย์ Brey นั่งเฝ้า Cristo ที่กำลังป่วยหนักอยู่ด้วยโรคประหลาด นอนซมอยู่บนเตียง.. และองค์หญิง Alena ก็ออกไปตามหายาเพียงลำพัง Brey รู้สึกเป็นห่วงและวานให้เราช่วย.. ถ้าเราตอบ “Yes” เค้าก็จะขอเข้าร่วมปาร์ตี้กลุ่มเราในทันที…
ที่กลางหมู่บ้านจะมีลานสอนวิชาเศรษฐกิจอยู่.. คุยกับท่านอาจารย์ แกจะถามบางอย่างจากเรา ให้ตอบ “No” ก่อนในข้อแรก และตอบ “Yes” ในข้อที่สอง.. แล้วแกจะให้รางวัลเราเป็น “แผนที่โลก” หรือแผนที่มหาสมบัติของแกนั่นเอง…
เดินเท้าจากเมือง Mintos ลงมาทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เยอะๆเลย.. จะพบปราสาทชื่อ “Parthenia (ソレッタ – โซเร็ตต้า)” ที่นี่เป็นแหล่งเพาะปลูกเคยเป็นเมืองแห่งการเพาะปลูกสมุนไพร “Padequia : พาเดเกีย” ที่รุ่งเรือง.. แต่เนื่องจากภัยแล้งหลายปีก่อนทำให้พาเดเกียตายและสูญพันธุ์ไปหมด และอาณาจักรกำลังแย่.. ไปคุยกับพระราชาที่จะลุยในแปลงผักเองเลย.. พระองค์บอกว่าพระราชารุ่นก่อนๆเก็บเมล็ดพันธุ์ฉุกเฉินไว้ในถ้ำทางใต้.. ถ้าจะให้ช่วยเพื่อนเราต้องมีเมล็ดพันธุ์สมุนไพร “Padequia : พาเดเกีย” ซึ่งอยู่ในถ้ำทางทิศใต้ที่มีมอสเตอร์เยอะมากๆนั่นเอง…
เดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้.. จะพบกับถ้ำ “Imperial Pantry of Parthenia (パデキアの洞窟 – ปาเดเคียโนะโดคุตสึ)” ดันเจี้ยนนี้มีกลไกพื้นที่เป็นสายพานเลื่อนและพื้นน้ำแข็งลื่น ผู้เล่นต้องคำนวนให้ดี หาช่องที่ควรเหยียบให้เจอ.. เข้าไปเราจะพบกับกลุ่มผู้กล้าที่เราเคยเจอในเมืองๆหนึ่งนานแล้ว และในกลุ่มนั้นมีองค์หญิง Alena รวมอยู่ด้วย.. เธอจะยังไม่มาร่วมกับเรา(ต่างคนต่างหา).. เราก็สำรวจให้ทั่ว หาทางไปต่อชั้นสองตรงบันไดบริเวณขวาล่างให้ได้… เมื่อถึงชั้นสองก็จะเจอกับพื้นเลื่อนที่ยุ่งยุบยับไปหมด.. หาช่องที่ควรเหยียบให้เจอ แล้วมันจะพาเราไปเจอกับหีบสมบัติที่มีเมล็ดพันธุ์ “Padequia”…
ได้เมล็ดพันธุ์ “Padequia Seed (パデキアのねっこ – ปาเดเกียโนะเน็คโกะ)” ออกมาได้แล้ว.. ให้นำเมล็ดพันธุ์กลับไปหาพระราชาที่ลานเพาะปลูกในปราสาท “Parthenia” สมุนไพรจะโตอย่างรวดเร็วและเราจะได้รากสมุนไพรที่ต้องการมา.. นำยานี้กลับไปให้ “Cristo” กินที่เมือง “Mintos” ทันทีที่เขาฟื้นตัว Alena จะดีใจมากๆและตกลงเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญให้กับปาร์ตี้ผู้กล้าทันที.. เมื่ออกมาหน้าห้อง คุยกับชายหน้าห้อง เค้าจะบอกว่า “แร็กน่า” กำลังตามหาผู้กล้าอยู่ และเค้ามุ่งหน้าไปที่ “Palais de Leon” แล้ว…
เป้าหมายต่อไปคือการกลับไปล้างแค้น! ล่องเรือกลับไปยังทวีปตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ตั้งของปราสาท “Palais de Leon (キングレオ城 – คิงเลโอโจ)” เมื่อเดินเข้าไปที่หน้าประตูห้องโถง เราจะพบทหารเอก Ragnar กำลังดวลเดือดกับทหารปีศาจอยู่ เมื่อเขาเห็นผู้กล้าที่เขารอคอยมาแสนนาน เขาจะเข้าร่วมปาร์ตี้ทันที (ตอนนี้ปาร์ตี้ The Chosen ของเรารวมตัวครบ 8 คนแล้ว!) นำกำลังบุกทะลวงเข้าไปในห้องบัลลังก์
- Boss Fight: Keeleon (Marquis de Leon) บอสสิงโตที่เคยเอาชนะเราไม่ได้ในบท 4 ตอนนี้เรามีระดับเลเวลและพรรคพวกที่พร้อมหน้า อัดเวทย์บัฟและทุบมันให้แหลกคามือ
หลังจากชนะ ให้ไปคุยกับเสนาบดีเพื่อรับทราบเป้าหมายต่อไปคือหมู่บ้าน Zalenagrad (ติดกับปราสาท Zamoksva).. ให้เราเดินทางไปทันที..
เมื่อล่องเรือไปถึงและพูดคุยกับชาวเมือง เราจะทราบข่าวร้ายว่าปราสาท “Zamoksva” ถูกกองทัพปีศาจยึดครองไปแล้ว ให้ผู้เล่นใช้กุญแจเวทมนตร์เปิดประตูสีแดงที่อยู่ข้างๆ โบสถ์ เพื่อเดินข้ามไปพูดคุยรวบรวมข้อมูลจากผู้คนที่อยู่อีกฝั่ง จัดเตรียมอาวุธ ไอเทม และระดับเลเวลให้พร้อมที่สุด แล้วบุกตะลุยเข้าไปในปราสาท “Zamoksva” ได้เลย!
เมื่อเข้ามาในปราสาท ผู้เล่นจะพบกับปีศาจเดินเพ่นพ่านอยู่เต็มไปหมด การเข้าไปพูดคุยกับปีศาจบางตัว (หรือเพียงแค่เดินลาดตระเวน) จะนำไปสู่การตัดฉากเข้าสู่การต่อสู้ ให้ผู้เล่นบุกทะลวงขึ้นไปยังชั้นบนสุด บริเวณห้องบัลลังก์ เราจะพบกับบอส “Baalzack” (ศัตรูเก่าของสองพี่น้อง) ซึ่งบัดนี้ได้รับพลังความมืดและวิวัฒนาการร่างจนแข็งแกร่งขึ้นมาก มันสามารถโจมตีกลุ่มได้อย่างรุนแรง 2 ครั้งต่อรอบ หากระดับเลเวลหรือการเตรียมตัวของทีมไม่ดีพอ การต่อสู้ครั้งนี้จะยากลำบากแสนสาหัส เมื่อรีดเค้นพลังเอาชนะมันได้สำเร็จ ให้ผู้เล่นเดินลงบันไดไปเก็บสมบัติที่ซ่อนอยู่ แล้วจึงเดินทัพออกจากปราสาท
กลับไปขึ้นเรือสำเภา บังคับเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแผนที่โลก ให้นำเรือไปเทียบท่าที่บริเวณชายฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ (ให้ตำแหน่งตรงกับแนวเทือกเขาสีน้ำตาล) เนื่องจากนี่เป็นเส้นทางเดียวที่จะสามารถเดินเท้าฝ่าป่าเขาไปถึงปราสาท “Canalot” ได้ เมื่อเข้าไปในเมือง ให้เดินสำรวจและรวบรวมข่าวสารให้ทั่วถึง จากนั้นให้เข้าไปในปราสาทเพื่อขอเข้าเฝ้าพระราชา (ข้อควรระวัง: ต้องรอให้ NPC ที่กำลังเข้าเฝ้าอยู่เดินออกไปจากห้องเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าไปพูดคุยกับพระราชาได้)
เมื่อพูดคุยเสร็จ ให้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่เมือง “Laissez Fayre” เข้าไปในอาคารโรงละครสัตว์ (โรงระบำ) ด้านในจะมีนักแสดงชายชื่อ “Tom Foolery” ยืนอยู่ ให้เข้าไปสนทนากับเขา แล้วเขาจะตกลงเข้าร่วมขบวนเดินทางไปกับเรา ให้ผู้เล่นเข้าไปที่หน้าต่างจัดเรียงสมาชิกปาร์ตี้ เลื่อนชื่อ “Tom” ขึ้นมาไว้ในตำแหน่งอันดับ 1 (ผู้นำกลุ่ม) แล้วเดินทางกลับไปเข้าเฝ้าพระราชาที่ปราสาท “Canalot” อีกครั้ง พระราชาจะรู้สึกถูกใจในมุกตลกของเขา และพระราชทานไอเทมระดับตำนาน “Zenithian Helm” (หมวกแห่งเอนเดรีย) ให้แก่เรา เมื่อผู้เล่นเดินออกจากห้องบัลลังก์ “Tom” จะขอแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อไปตามทางของตน
ให้ออกจากเมือง “Canalot” แล้วกลับไปขึ้นเรือ ล่องเรือมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ จนกระทั่งพบกับหอคอยสูงตระหง่านที่มีผืนน้ำล้อมรอบ ให้ล่องเรือต่อไปทางตะวันออกอีกระยะ ผู้เล่นจะพบกับหมู่บ้าน “Strathbaile” (หมู่บ้านจากบทที่ 1) เข้าไปหาข่าวสารจากชาวเมือง จากนั้นให้ไปเปิดห้องนอนพักที่โรงแรม ในคืนนั้น ตัวเอกจะนิมิตฝันเห็นเรื่องราวในอดีตระหว่างเอลฟ์สาว “Rose” และจอมปีศาจ “Psaro”
เมื่อตื่นขึ้นมา ให้ผู้เล่นออกเดินทางไปที่ “Burland” (ปราสาทบ้านเกิดของ “Ragnar”) เมื่อมาถึงให้บุกเข้าไปในปราสาท ผู้เล่นจะสามารถใช้กุญแจเวทมนตร์เปิดประตูที่เคยถูกล็อคไว้เพื่อเข้าไปกวาดสมบัติที่ซ่อนอยู่ด้านในได้ เข้าไปสนทนากับพระราชาแห่งเบอร์แลนด์ เราจะได้รับข้อมูลและเบาะแสใหม่ๆ ที่สำคัญต่อการเดินทาง
ให้ผู้เล่นเริ่มต้นตั้งหลักการเดินทางใหม่ที่หมู่บ้าน “Strathbaile” บังคับเรือล่องไปทางทิศตะวันออก ข้ามผ่านแนวเทือกเขาสีขาวไป ให้ลองกดปุ่ม Y เพื่อสำรวจวิสัยทัศน์ หากผู้เล่นมองเห็นปราสาทตั้งอยู่ไกลๆ ทางทิศตะวันออก ให้นำเรือจอดเทียบท่าและลงเดินเท้า มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกจนถึงแนวเทือกเขาสีน้ำตาลขวางกั้น เดินเข้าไปประชิดแล้วเปิดช่องสัมภาระ กดใช้ไอเทม “Magma Staff” (ไม้เท้าแมกม่า) พลังแห่งภูเขาไฟจะปะทุขึ้นมาหลอมละลายทลายกำแพงภูเขาเปิดทางให้เรา เมื่อทางเปิดแล้ว ให้เดินทัพมุ่งหน้าสู่ปราสาทได้เลย (คำเตือน: อย่าลืมเดินกลับไปเก็บ “Magma Staff” ที่ตกอยู่ที่พื้นกลับมาด้วย!)
เมื่อบุกเข้ามาในปราสาทสตรีล้วน “Femiscyra” บริเวณทางเข้าหลัก เมื่อผู้เล่นพบกับบันไดทางขึ้น อย่าเพิ่งรีบร้อนเดินขึ้นไป ให้ลองสังเกตบริเวณด้านหลังของบันไดนั้น จะมีบันไดทางลงซ่อนอยู่ ให้เดินลงไปด้านล่าง ผู้เล่นจะพบกับอาวุธชั้นเยี่ยม “Fire Claw” (กรงเล็บอัคคี) กลับขึ้นมาสำรวจรวบรวมข่าวสารในปราสาท และเมื่อเราเดินไปพูดคุยกับชายที่ยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าตู้หนังสือ เขาจะรีบวิ่งหนีออกจากห้องไป ทันใดนั้น ทหารยามจะกรูเข้ามาจับกุมตัวพวกเราโดยกล่าวหาว่าพวกเราเป็นหัวขโมย (โชคร้ายที่เป็นการจัดฉาก)
หลังจากการสอบสวน พระราชินีจะให้โอกาสเราพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ให้ออกจากปราสาทแล้วเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เล่นจะพบกับถ้ำแห่งหนึ่ง บุกทะลวงเข้าไปจนถึงห้องลึกสุด เราจะพบกับโจรตัวจริงซ่อนตัวอยู่ มอนสเตอร์บอสตัวนี้มีความเก่งกาจและรวดเร็วพอสมควร เมื่อประสานพลังเอาชนะเขาและลากคอกลับมามอบให้พระราชินีที่ปราสาทได้สำเร็จ พระองค์จะพระราชทานไอเทม “Ultimate Key” (กุญแจแห่งจอมเวทย์ ที่สามารถเปิดประตูได้ทุกบานบนโลก) ให้เป็นรางวัล ตอบแทน
รีบลงไปที่คุกใต้ดินเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในทีมของเราที่ถูกคุมขังไว้เป็นตัวประกัน จากนั้นให้เดินไปลงบันไดที่อยู่บริเวณขวาบนของปราสาท ใช้กุญแจดอกใหม่เปิดประตูเหล็กเข้าไป สำรวจหีบสมบัติ ผู้เล่นจะได้รับ “Zenithian Shield” (โล่แห่งเอนเดรีย) อุปกรณ์ระดับตำนานชิ้นที่ 2
กลับไปที่เรือสำเภาของเรา ล่องเรือมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแผนที่โลก ผู้เล่นจะพบกับปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ต้องขับเรือล่องเข้าไปด้านใน ที่ก้นบึ้งของถ้ำสมุทรแห่งนี้ จะมี “Zenithian Armour” (ชุดเกราะแห่งเอนเดรีย) ซ่อนอยู่ (คำเตือน: มอนสเตอร์ที่เฝ้าสมบัติอยู่ในถ้ำนี้มีระดับความโหดหินเหนือกว่าปาร์ตี้ของเราในปัจจุบันมาก ขอแนะนำให้เตรียมตัวมาอย่างดีเยี่ยม หรืออาจจะใช้ยุทธวิธีหลบหนีเพื่อมุ่งเข้าไปเก็บของแล้วรีบถอยทัพ)
หากผู้เล่นล่องเรือลงมาทางด้านล่างของถ้ำนี้ จะพบกับเกาะที่ตั้งของปราสาท “Minikin Dominion” (ปราสาทราชาสะสมเหรียญเล็ก) ซึ่งเราสามารถนำเหรียญเล็ก (Mini Medal) ที่เก็บสะสมมาระหว่างการผจญภัยมาแลกเปลี่ยนเป็นสุดยอดไอเทมได้
จากเกาะราชาสะสมเหรียญ ให้ผู้เล่นบังคับเรือล่องเลียบขอบทวีปทางฝั่งซ้ายลงไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าลงทิศใต้ ผู้เล่นจะพบกับหมู่บ้านลึกลับชื่อ “Rose” ซึ่งมีลักษณะตรงกับสถานที่ที่ตัวเอกเคยเห็นในนิมิตฝัน ให้เดินเข้าไปยืนบนแท่นวงกลมหน้าโบสถ์ เปิดช่องสัมภาระแล้วกดเป่าเครื่องดนตรี Flute (ขลุ่ย) กลไกของลิฟต์ลับจะทำงาน นำพาตัวละครลอยขึ้นไปยังหอคอยชั้นบนสุด ผู้เล่นจะพบกับปีศาจอัศวินร่างยักษ์ยืนขวางทางอยู่
เมื่อโค่นมันลงได้สำเร็จ ให้เปิดประตูเข้าไปด้านใน เราจะพบกับเอลฟ์สาว “Rose” และสไลม์เพื่อนยากของเธอ การสนทนาจะเปิดเผยความจริงอันน่าเศร้าและเจตนารมณ์ที่แท้จริงของฝั่งปีศาจ
เมื่อจบเหตุการณ์ ให้ออกจากหอคอยแล้วใช้เวทมนตร์หรือไอเทมวาร์ปเดินทางไปที่มหานคร “Endor” ให้เดินสำรวจตรอกซอกซอยในเมืองอีกครั้ง ผู้เล่นจะพบว่ามีร้านขายเครื่องป้องกันลับเปิดให้บริการอยู่บริเวณมุมขวาล่างของเมือง (มีไอเทมดีๆ ให้เลือกซื้อมากมาย) จากนั้นให้กลับไปขึ้นเรือ ล่องเรือลงมาทางใต้ตามแนวชายฝั่ง ผู้เล่นจะพบกับวิหารโบราณตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายทวีป
เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน ผู้เล่นจะพบกับระบบกลไกแผ่นเลื่อนอันซับซ้อน ให้ใช้ความอดทนในการเดินสำรวจวิหารแห่งนี้ให้ครบทุกห้อง เพราะในห้องลึกสุดมีไอเทมสุดยอดอย่าง “Mod Rod” (ไม้เท้าแปลงกาย) ซ่อนอยู่ (ข้อควรรู้: ภายในวิหารแห่งนี้มีโอกาสเจอมอนสเตอร์ Liquid Metal Slime ซึ่งหากผู้เล่นสามารถกำจัดมันได้ก่อนที่มันจะหนีไป จะได้รับค่าประสบการณ์มหาศาลถึงระดับหลักหมื่นเลยทีเดียว!) เมื่อฝ่าฟันจนได้ไม้เท้ามาครอบครองแล้ว ให้ออกจากวิหาร
ให้ผู้เล่นบังคับเรือสำเภาล่องไปยังทวีปที่ตั้งอยู่ทางด้านล่างสุดของแผนที่โลก (บริเวณกึ่งกลางของขอบจอด้านล่าง) ที่บริเวณตอนบนของทวีปนี้จะมีร่องน้ำแคบๆ ที่เรือสามารถแล่นเข้าไปได้ เมื่อแล่นเข้าไปจนสุด ผู้เล่นจะเข้าสู่หมู่บ้าน “Riverton” ซึ่งเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่ต้องใช้เรือในการสัญจรไปมาตลอดเวลา ให้เดินสำรวจและรวบรวมข้อมูลในหมู่บ้าน จากนั้นให้ขับเรือออกจากหมู่บ้านผ่านทางออกด้านล่าง
ล่องเรือมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ผู้เล่นจะประจันหน้ากับรูปปั้นยักษ์ขนาดมหึมา (Colossus) ให้จอดเรือและเดินเข้าไปสำรวจภายในรูปปั้น บุกตะลุยฝ่าดงมอนสเตอร์และกลไกต่างๆ ขึ้นไปจนถึงบริเวณดวงตาของรูปปั้น หากผู้เล่นเลือกกระโดดออกจากหน้าต่างดวงตาฝั่งขวา ตัวละครจะตกลงมายังระเบียงด้านนอกเพื่อเก็บอาวุธ “Hela’s Hammer” (ค้อนแห่งเฮล่า – คำเตือน: เป็นอาวุธต้องคำสาปที่โจมตีติดคริติคอลสูงแต่อัตราความแม่นยำต่ำมาก)
เมื่อเก็บอาวุธแล้ว ให้เดินย้อนกลับเข้ามาลุยขี้นไปที่ห้องดวงตาของรูปปั้นอีกครั้ง คราวนี้ให้เลือกกระโดดลงทางหน้าต่างดวงตาฝั่งซ้าย ผู้เล่นจะตกลงมายังทางเดินที่เชื่อมต่อไปถึงห้องควบคุมกลไกคันโยกของรูปปั้นยักษ์ ให้เข้าไปดึงคันโยกนั้น รูปปั้นยักษ์จะขยับตัวและเดินข้ามฟากมหาสมุทรนำพาเราไปยังอีกทวีปหนึ่ง (อย่าเพิ่งรีบร้อนกระโดดลงมา ให้สำรวจเก็บไอเทมสมบัติภายในรูปปั้นให้ครบถ้วนเสียก่อน) เมื่อแน่ใจว่าเก็บของครบแล้ว ให้กลับมาที่ห้องควบคุมกลไก มองหาช่องหลุมเปิดโล่งแล้วกระโดดทิ้งตัวลงไปสู่พื้นดินเบื้องล่างได้เลย
เมื่อเท้าแตะพื้น ให้เดินเท้าทัพมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผู้เล่นจะพบกับปราสาทแห่งความมืด “Diabolic” (ปราสาทของพวกปีศาจ) เมื่อก้าวเข้ามาภายในปราสาท ปกติแล้วหากเราเดินไปคุยกับปีศาจ พวกมันจะจู่โจมเราทันที แต่เพื่อความได้เปรียบ ให้ผู้เล่นเปิดช่องสัมภาระแล้วกดใช้ “Mod Rod” (ไม้เท้าแปลงกายที่หามาได้) เพื่อแปลงร่างปาร์ตี้ของเราให้กลายเป็นมอนสเตอร์ (หากกดใช้แล้วสุ่มได้ร่างอื่น ให้กดใช้ซ้ำเรื่อยๆ จนกว่าตัวละครหลักจะเปลี่ยนร่างเป็นปีศาจ)
เมื่ออยู่ในคราบของปีศาจ ให้เดินสำรวจปราสาทอย่างอิสระและเปิดหีบเก็บไอเทมล้ำค่ามากมายที่ซ่อนอยู่ ให้เราเดินไปพูดคุยกับปีศาจทุกตัวในปราสาท เราจะได้รับข้อมูลลับว่าท่าน “Psaro” กำลังจะเดินทางมาเป็นประธานในการประชุมทัพ เมื่อทราบดังนั้น ให้ผู้เล่นมุ่งหน้าไปที่ห้องประชุมใหญ่ พูดคุยกับขุนพลปีศาจทุกตัวที่นั่งอยู่ แล้วเดินไปนั่งประจำที่ตรงเก้าอี้ว่างใกล้ๆ กับมอนสเตอร์เสือสีฟ้า
รอเพียงชั่วครู่ จอมปีศาจ “Psaro” จะก้าวเข้ามาในห้องประชุมเพื่อประกาศแผนการร้าย และเมื่อเขากล่าวสุนทรพจน์จบ เขาก็จะเดินจากไป ปล่อยให้เหล่าปีศาจเตรียมตัวเคลื่อนทัพ
ให้ผู้เล่นรีบเดินตามขบวนทัพปีศาจไปยังเหมือง “Mamon” (ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทสิงโตที่เราเคยปราบมาร์ควิส เดอ เลออน) เมื่อบุกเข้าไปในเหมือง เราจะพบกับภาพอันน่าสลดใจ กองทัพปีศาจได้บุกเข้ามาเข่นฆ่าชาวเมืองและคนงานเหมืองจนล้มตายเป็นจำนวนมาก ให้เราบุกทะลวงลึกเข้าไปในเหมืองเรื่อยๆ ที่บริเวณส่วนลึกสุดของเหมือง ผู้เล่นจะพบกับทางเข้าที่เชื่อมต่อไปยังปราสาทโบราณของราชันย์ปีศาจในตำนาน “Estark”
ก่อนจะก้าวเข้าสู่เขตแดนของปราสาท ให้ผู้เล่นแวะเข้าไปในบ้านหลังเล็กๆ บริเวณหน้าทางเข้า ภายในบ้านนี้มีเตียงนอนให้เราได้พักผ่อนฟื้นฟูพลังชีวิตและมานาจนเต็มเปี่ยม เมื่อพร้อมเต็มพิกัด ให้เดินสำรวจปราสาทของเอสทาร์คให้ทั่วทุกซอกมุม หากพบกับปีศาจที่ยืนเฝ้าหีบสมบัติอยู่ ให้เราเดินเลี่ยงไปทางซ้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น
เมื่อบุกทะลวงขึ้นมาถึงห้องโถงชั้นบนสุด เราจะพบกับกลุ่มขุนพลปีศาจกำลังทำพิธีปลุก “Estark” ให้ตื่นจากการหลับใหล ให้ผู้เล่นพุ่งเป้ากำจัดขุนพลปีศาจเหล่านั้นให้หมดสิ้น จากนั้นให้เตรียมตัวเผชิญหน้ากับบอสใหญ่ “Estark” (ราชันย์ปีศาจแห่งหายนะ) การต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบที่แท้จริง ต้องอาศัยการประสานพลังเวทมนตร์และการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเราล้มมันลงได้ “Psaro” จะรีบวาร์ปปรากฏตัวขึ้นมาด้วยความโกรธแค้น
แต่ก่อนที่การปะทะกันอย่างแตกหักระหว่างผู้กล้าและจอมปีศาจจะเริ่มขึ้น โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อมีปีศาจลูกสมุนวิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานข่าวร้ายว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเอลฟ์สาว “Rose” “Psaro” จึงรีบวาร์ปหนีกลับไปในทันที ทิ้งให้ผู้กล้ายืนหยัดเป็นผู้ชนะ เมื่อเหตุการณ์สงบลง ให้ผู้เล่นเดินย้อนกลับไปจัดการปีศาจที่ยืนเฝ้าหีบสมบัติ เพื่อชิงเอาไอเทมสำคัญมา แล้วจึงเดินทางออกจากปราสาทนรกแห่งนี้
ให้ผู้เล่นกลับไปขึ้นเรือ บังคับเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแผนที่โลก (เกาะนี้ตั้งอยู่ระหว่างทวีปของ “Zamoksva” และ “Havre Leon”) เมื่อเรือเทียบท่าและเดินเท้าเข้าสู่เมือง “Dunplundrin” ให้เดินรวบรวมข่าวสารจากชาวเมืองให้ครบถ้วน จากนั้นให้ออกจากเมือง เดินเปิดช่องสัมภาระและกดใช้ “Night Light” เพื่อเปลี่ยนเวลาเป็นกลางคืน
เมื่อกลับเข้าเมืองมาอีกครั้ง ให้เดินไปที่บริเวณชายหาดทิศตะวันออก ผู้เล่นจะพบกับปรากฏการณ์ประหลาด น้ำทะเลบริเวณหนึ่งแห้งเหือดลงกลายเป็นหลุมทราย ให้จดจำตำแหน่งหลุมนั้นไว้ให้แม่นยำ จากนั้นไปนอนพักที่โรงแรม เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ให้เดินกลับไปที่จุดเดิมบนชายหาดแล้วกดปุ่มสำรวจ ผู้เล่นจะค้นพบไอเทม “Karstaway Stone” (หินแหวกวารี) ซ่อนอยู่ใต้ผืนทราย
ให้ออกจากเมืองนี้แล้วนั่งเรือไปยังปราสาทของราชาสะสมเหรียญ จากจุดนั้นให้ขับเรือล่องลงมาทางทิศใต้ ทางฝั่งทิศตะวันออกของเทือกเขาใกล้กับหมู่บ้าน “Rose” จะมีถ้ำน้ำตกลับซ่อนอยู่ ให้บังคับเรือเข้าไปด้านใน ผู้เล่นจะพบกับม่านน้ำตกขนาดใหญ่ขวางทางอยู่ ให้บังคับเรือเข้าไปประชิดม่านน้ำตก เปิดช่องสัมภาระแล้วกดใช้ “Karstaway Stone” พลังของหินจะแหวกสายน้ำเปิดทางลับให้เรือแล่นผ่านเข้าไปได้
ที่บริเวณส่วนลึกสุดของถ้ำแห่งนี้ ผู้เล่นจะได้พบกับสุดยอดอาวุธแห่งตำนาน “Liquid Metal Sword” (ดาบโลหะเหลว – อาวุธที่มีพลังโจมตีสูงและสามารถสับมอนสเตอร์ประเภทโลหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ)
ให้ผู้เล่นเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านกลางน้ำ “Riverton” เข้าไปในบ้านที่ตั้งอยู่มุมขวาล่างของหมู่บ้าน ชายนักประดิษฐ์ด้านในกำลังปวดหัวกับการหาแหล่งพลังงาน “Gas” (ก๊าซ) หากผู้เล่นได้สำรวจหีบสมบัติในปราสาทของ “Estark” อย่างละเอียดและได้ไอเทมก๊าซมาแล้ว ให้นำก๊าซกระป๋องนั้นไปมอบให้แก่เขา เขาจะดีใจมากและขอเวลาในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเอก
ให้เราไปเปิดห้องนอนพักผ่อนที่โรงแรมเพื่อข้ามเวลาหนึ่งคืน ตื่นมาให้เดินกลับไปคุยกับเขาที่บ้าน เมื่อเราเดินออกมาจากบ้าน เราจะพบกับ “บอลลูนลมร้อน” (Hot Air Balloon) จอดรออยู่ บัดนี้ ผู้กล้าและผองเพื่อนมีพาหนะที่สามารถโบยบินข้ามท้องฟ้าได้แล้ว!
ให้ผู้เล่นขึ้นขี่บอลลูน แล้วกางแผนที่โลกออก สังเกตจุดกากบาทสีแดงบนแผนที่ บังคับบอลลูนบินไปยังจุดนั้น (ตั้งอยู่บริเวณทวีปใจกลางแผนที่) เราจะพบกับ “ต้นไม้โลก” (Yggdrasil Tree) ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่
(ข้อควรระวัง: ก่อนเดินเข้าสู่เขตแดนของต้นไม้โลก ผู้เล่นจะต้องเข้าไปที่เมนูจัดเรียงปาร์ตี้ และปรับให้มีสมาชิกในกลุ่มเพียง 3 คนเท่านั้น เพื่อเว้นที่ว่างไว้ 1 ที่สำหรับตัวละครสำคัญ) เดินหาข่าวสารจากชาวเอลฟ์บริเวณด้านล่าง แล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้โลก
กิ่งก้านสาขาของต้นไม้นี้เปรียบเสมือนเขาวงกตขนาดย่อม ให้เดินสำรวจและไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่ชั้นหนึ่ง เราจะพบกับเอลฟ์สาวชื่อ “Orifiela” กำลังพลัดหลงและต้องการความช่วยเหลือ เธอจะขอร้องให้เราคุ้มครองและพากลับไปส่งที่เผ่าของเธอ (นี่คือเหตุผลที่เราต้องเว้นที่ว่างในปาร์ตี้) เมื่อเธอเข้าร่วมขบวน ให้เราปีนขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของต้นไม้โลก ณ จุดสูงสุดนี้ ผู้เล่นจะได้พบกับ “Zenithian Sword” (ดาบแห่งเอนเดรีย – อาวุธประจำกายของผู้กล้าที่แท้จริง) ปักอยู่ เมื่อดึงดาบศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้ว ให้ผู้เล่นเดินทางออกจากต้นไม้โลก
ใช้บอลลูนบินไปยังเกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางแผนที่โลก เมื่อร่อนลงจอดและเดินเท้าไปทางทิศตะวันออก ผู้เล่นจะพบกับหมู่บ้าน “Azimuth” (หมู่บ้านแห่งจุดศูนย์กลาง) เดินรวบรวมข่าวสารตำนานปรัมปราจากชาวเมือง จากนั้นให้มุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันออกอีกเล็กน้อย เราจะพบกับวิหารโบราณ
เมื่อเข้าไปด้านใน จะพบกับระบบลิฟต์โดยสาร ให้ผู้เล่นก้าวเข้าไปยืนบนลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นล่างสุด จากนั้นให้เดินขึ้นบันไดกลับมาที่ชั้นบน แล้วตัดสินใจ “กระโดดทิ้งตัว” ลงไปที่ปล่องลิฟต์ที่เพิ่งเลื่อนลงไป ตัวละครของเราจะตกลงมายืนอยู่บนหลังคาของตัวลิฟต์ ซึ่งจะเปิดทางให้เราสามารถเอื้อมมือไปเก็บสมบัติลับ “Baron’s Bugle” (แตรแห่งบารอน) ได้สำเร็จ (ไอเทมชิ้นนี้มีพลังเวทมนตร์พิเศษ สามารถเป่าเรียกให้รถม้าทะลุผ่านมิติเข้ามาช่วยเหลือเราในดันเจี้ยนหรือถ้ำลึกได้)
ให้ออกจากวิหารแห่งนี้ แล้วบังคับบอลลูนบินมุ่งหน้ามาทางทิศใต้ของแผนที่โลก ผู้เล่นจะมองเห็นหอคอยทะลุเมฆสีฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ หอคอยแห่งนี้คือเส้นทางเดียวที่จะนำพาผู้กล้าขึ้นไปสู่ “Zenithia” (นครลอยฟ้าแห่งเอนเดรีย)
เมื่อฝ่าฟันอันตรายจนปีนขึ้นมาถึงยอดหอคอยและก้าวเข้าสู่ “Zenithia” ได้สำเร็จ เอลฟ์สาว “Orifiela” จะขอแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อกลับไปหาเผ่าพันธุ์ของตน (ผู้เล่นสามารถเดินไปเยี่ยมทักทายเธอได้ที่ห้องพักชั้นล่างสุด เมื่อเข้าไปพูดคุย เธอจะมอบหมายให้มังกรน้อยน่ารักชื่อ “Sparkie” มาร่วมติดตามการผจญภัยไปกับเรา)
จากนั้น ให้ผู้กล้ามุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นบนสุดของปราสาทเพื่อเข้าเฝ้า “Zenith Dragon” (มังกรเทพผู้ปกครองเอนเดรีย) พระองค์จะรับรู้ถึงความกล้าหาญและชะตากรรมที่แบกรับไว้ จึงได้ทำพิธีปลดล็อคพลังที่แท้จริงของดาบ “Zenithian Sword” และเพิ่มพลังค่าสถานะให้แก่ผู้กล้า
(เคล็ดลับ: เมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ตื่นขึ้น หากผู้เล่นกดใช้ดาบเล่มนี้เป็น “ไอเทม” ในระหว่างการต่อสู้ ดาบจะปลดปล่อยลำแสงล้างอาถรรพ์ สลายพลังบัฟทุกชนิดที่บอสหรือปีศาจร่ายเสริมพลังให้ตัวเองจนหมดสิ้น!)
เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้น ให้ผู้เล่นเดินลงมาสำรวจบริเวณมุมขวาล่างของปราสาทลอยฟ้า จะพบกับช่องหลุมทะลุเมฆ ให้ผู้เล่นรวบรวมความกล้าแล้วกระโดดทิ้งตัวลงไปในหลุมนั้น ตัวละครจะดิ่งพสุธาลงสู่พื้นโลกเบื้องล่าง และนำพาเข้าสู่ถ้ำนรกแห่งจอมปีศาจ
เมื่อเข้ามาในถ้ำ ให้เดินมุ่งหน้าขึ้นไปด้านบน ผู้เล่นจะพบกับไอเทม “Shimmering Dress” (ชุดเดรสแสงดาว) เก็บแล้วให้เดินย้อนกลับมาทางเดิม จากนั้นเลี้ยวไปทางซ้าย เดินขึ้นไปด้านบนและลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยว เมื่อพบกับทางแยก ให้เลือกเดินไปทางซ้าย
ผู้เล่นจะเข้าสู่ห้องกลไกแผ่นเลื่อน ให้สังเกตและเลือกเหยียบแผ่นเลื่อนอันที่อยู่ฝั่งขวาสุด (ซึ่งมีลูกศรชี้ลง) การทำเช่นนี้จะนำพาเราไปเก็บ “เหรียญเล็ก” (Mini Medal) ได้สำเร็จ จากนั้นให้สลับไปเหยียบแผ่นเลื่อนบริเวณขวาบน (ที่ลูกศรชี้ขึ้น) เพื่อหาทางออกจากห้องกลไกนี้
เดินทัพลงมาทางด้านล่างและลุยไปตามทางเรื่อยๆ เราจะพบกับทางแยก (ซ้าย และ ลง) ให้ตัดสินใจเดินลงไปก่อน ลุยไปตามเส้นทางจนกว่าจะพบกับห้องโถงที่เต็มไปด้วยบ่อโคลนพิษสีม่วง ภายในห้องอันตรายนี้จะมีหีบสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ 2 ใบ ให้ฝ่าบ่อพิษเข้าไปเก็บของให้ครบ จากนั้นเดินย้อนกลับมาที่ทางแยกเดิม คราวนี้ให้เลือกไปทางซ้าย
ผู้เล่นจะทะลุเข้ามาในห้องโถงขนาดใหญ่ ไล่เก็บไอเทมจากหีบสมบัติที่อยู่ทางซ้ายและด้านล่างให้เกลี้ยง แล้วจึงก้าวขึ้นบันไดที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของห้อง เราจะพบกับห้องกลไกแผ่นเลื่อนอีกครั้ง ให้วิเคราะห์และเลือกเหยียบแผ่นเลื่อนอันที่อยู่ทางซ้ายล่างสุด (ลูกศรชี้ลง) เพื่อเข้าไปเก็บสมบัติ เมื่อเก็บเสร็จ ให้เดินไปเหยียบแผ่นเลื่อนด้านบน (ลูกศรชี้ไปทางขวา) เพื่อกลับเข้าสู่เส้นทางหลัก
เก็บไอเทมในห้องนี้ให้หมด แล้วเดินลงบันไดไปสู่ชั้นที่ลึกขึ้น บุกตะลุยฝ่าฝูงมอนสเตอร์สุดโหดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบกับแพไม้จอดอยู่ริมฝั่ง ให้เราขึ้นแพและใช้ไม้พายล่องไปทางฝั่งขวาจนสุดทาง แล้วก้าวลงบันไดไป เดินหน้าต่อไปอีกไม่ไกล ผู้เล่นจะประจันหน้ากับภูมิประเทศแบบปล่องภูเขาไฟที่ร้อนระอุ ให้เดินข้ามสะพานหินข้ามบ่อลาวา แล้วลงบันไดไป (ในบางจุดผู้เล่นสามารถใช้วิธีกระโดดลัดเลาะลงมาด้านล่างได้) เมื่อสามารถหลุดพ้นจากถ้ำนรกออกมาสู่โลกภายนอกได้ ให้เดินทัพมุ่งหน้าเข้าไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่าง
สถานที่แห่งนี้คือ “Heaven’s Haven” (ที่พำนักสุดท้ายแห่งสรวงสวรรค์) เมื่อเข้าไปพูดคุยกับเหล่านักรบชาวเอนเดรียที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่ด้านใน เราจะได้รับข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่ง: ก่อนที่เราจะสามารถบุกเข้าไปท้าชนกับจอมปีศาจได้ เราจะต้องนำทัพบุกไปทำลาย “บาเรียคุ้มกันทั้ง 4 ทิศ” ที่กางกั้นปราสาทจอมมารเสียก่อน
ให้ผู้เล่นใช้สถานที่นี้ในการบันทึกเกม (Save) และฟื้นฟูพลังให้เต็มเปี่ยม จากนั้นให้ออกเดินทางไปยังวิหารที่ตั้งอยู่มุมซ้ายล่างของพื้นที่ ลงบันไดไปสู่ชั้นใต้ดิน ผู้เล่นจะพบกับกลไกรูปปั้นหัวมังกรที่ขยับตัวสวนทางกับทิศทางการเดินของเราตลอดเวลา ให้ใช้ไหวพริบกะจังหวะเดินหลบหลีกผ่านมันไปให้ได้ เพื่อเข้าไปลงบันไดที่อยู่ด้านหลัง
ที่ชั้นลึกสุด เราจะพบกับขุนพลปีศาจ “Pruslas” ให้เดินเข้าไปพูดคุยกับมัน 2 ครั้งเพื่อท้าประลอง เมื่อระเบิดพลังโค่นมันลงได้ บาเรียทิศแรกจะถูกทำลาย ให้ออกจากวิหารแห่งนี้
เดินทางมุ่งหน้าไปยังวิหารมุมซ้ายบน บุกขึ้นไปจนถึงยอดวิหาร เราจะพบกับขุนพลปีศาจนักเวทย์ “Barbatos” ประสานพลังทำลายมันให้สิ้นซาก เพื่อปลดล็อคบาเรียทิศที่สอง
จากนั้นให้มุ่งหน้าสู่วิหารมุมขวาล่าง (เคล็ดลับ: ผู้เล่นสามารถเดินกลับไปที่ “Heaven’s Haven” เพื่อฟื้นพลังและบันทึกเกมได้ทุกครั้งที่กำจัดบอสสำเร็จ) ภายในวิหารแห่งนี้ เราจะต้องปะทะกับขุนพลปีศาจมังกร “Rashaverak” ถึง 3 ตัวที่คอยประสานงานป้องกันบาเรียอยู่ เอาชนะพวกมันให้ได้เพื่อทำลายบาเรียทิศที่สาม
เป้าหมายสุดท้ายคือหอคอยที่ตั้งอยู่มุมขวาบน ปีนขึ้นไปจนถึงยอดหอคอย ผู้เล่นจะพบกับขุนพลปีศาจจอมเจ้าเล่ห์ “Aamon” พร้อมลูกสมุน การปะทะครั้งนี้จะดุเดือดมาก เมื่อเอาชนะได้ บาเรียคุ้มกันปราสาทจอมมารจะถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ เปิดทางสู่ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย! ขอแนะนำให้ผู้เล่นถอยทัพกลับไปที่ “Heaven’s Haven” เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดในชีวิต ก่อนจะจัดทัพบุกตะลุยเข้าสู่ปราสาทจอมมาร
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ภายในปราสาทแห่งความมืดมิด ให้เดินลุยฝ่ากองทัพปีศาจไปตามเส้นทางหลักเรื่อยๆ จนกระทั่งประจันหน้ากับรูปปั้นปีศาจไฟที่คอยพ่นไฟขวางทาง ให้หลบหลีกและก้าวขึ้นบันไดไป เมื่อเดินมาถึงจุดที่มีลิฟต์โดยสาร “อย่าเพิ่งใจร้อนไปเหยียบปุ่มตรงกลาง” ให้เดินอ้อมผ่านลิฟต์ตัวนั้นไปเพื่อขึ้นบันไดที่อยู่ด้านหลังเสียก่อน
เมื่อขึ้นมาแล้ว ให้ผู้เล่นสังเกตรูปปั้นปีศาจที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านบนให้ดี ที่บริเวณด้านหลังของรูปปั้นตัวหนึ่งจะมีทางลับซ่อนอยู่ ให้ออกแรงดันรูปปั้นนั้นให้พ้นทาง แล้วเดินลัดเลาะไปตามทางลับ ผู้เล่นจะค้นพบสุดยอดไอเทมแห่งการฟื้นฟู “Sage’s Stone” (ศิลาแห่งปราชญ์ – ไอเทมระดับพระเจ้าที่เมื่อกดใช้ในการต่อสู้ จะสุ่มฟื้นฟูพลังชีวิตให้สมาชิกทุกคนในทีม และที่สำคัญคือสามารถใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง!)
เมื่อได้ครอบครองศิลาแห่งปราชญ์แล้ว ให้เดินย้อนกลับมาที่เส้นทางเดิม ลุยต่อไปจนพบกับหีบสมบัติ 2 ใบ เก็บของให้เรียบร้อย แล้วเดินย้อนกลับมาที่ลิฟต์ตัวแรกที่เราเดินผ่าน คราวนี้ให้ก้าวเข้าไปเหยียบปุ่มตรงกลาง ลิฟต์จะค่อยๆ เคลื่อนตัวลงสู่เบื้องล่าง เราจะพบกับปีศาจไฟอีกตัว ให้เดินหลบเลี่ยงลงมาด้านล่างแล้วขึ้นบันไดไป
ผู้เล่นจะพบกับลิฟต์อีกตัวหนึ่ง ให้ก้าวขึ้นไปและใช้มันเพื่อลงไปสู่ชั้นลึกยิ่งขึ้น เดินมุ่งหน้าไปขึ้นบันไดฝั่งซ้าย เราจะสามารถเดินลัดเลาะไปบนหลังคาของลิฟต์เพื่อเชื่อมต่อไปยังบันไดทางขึ้นด้านบนสุดได้ จากจุดนี้ ให้เดินลุยไปตามทางเดินแคบๆ ในที่สุด ผู้กล้าและผองเพื่อนก็จะสามารถทะลุออกมายังลานกว้างภายนอกปราสาทได้สำเร็จ
เดินทัพมุ่งหน้าเข้าไปในปากปล่องภูเขาไฟที่อยู่เบื้องหน้า ณ จุดนี้ ให้ผู้เล่นเปิดช่องสัมภาระแล้วเป่า “Baron’s Bugle” รถม้าคู่ใจจะพุ่งฝ่ามิติเข้ามาสมทบ ทำให้เราสามารถสลับสับเปลี่ยนตัวละครทั้ง 8 คนในระหว่างการต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้อย่างอิสระ!
ก้าวเดินเข้าสู่ใจกลางปล่องภูเขาไฟ ผู้เล่นจะได้เผชิญหน้ากับ “Psaro” ผู้ซึ่งบัดนี้ได้สูญเสียตัวตนและวิวัฒนาการร่างกลายเป็นจอมมารแห่งหายนะโดยสมบูรณ์ การต่อสู้ครั้งนี้คือมหากาพย์แห่งความยากลำบาก ผู้เล่นจะต้องวางแผนจัดการทำลายอวัยวะของจอมมารไปทีละส่วน เริ่มตั้งแต่แขนทั้ง 2 ข้าง ต่อด้วยส่วนศีรษะ เมื่ออวัยวะชุดแรกถูกทำลาย มันจะแปรสภาพและงอกศีรษะใหม่โผล่ขึ้นมาตรงกลางหน้าอก
การปะทะยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด ไม่นานนักมันจะงอกแขนคู่ใหม่ออกมาอีก 2 ข้าง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างขาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง และในร่างสุดท้าย (ร่างที่ 7) มันจะงอกศีรษะที่มี 3 ตาออกมาพร้อมพลังทำลายล้างขั้นสุดยอด ผู้เล่นจะต้องรีดเค้นสติปัญญา การประสานสกิล ศิลาแห่งปราชญ์ และพลังของ The Chosen ทั้ง 8 คน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าต่อสู้จนกว่าจะโค่นจอมมารลงได้!
เมื่อผู้กล้าฟาดฟันดาบสุดท้ายปลิดชีพจอมมารแห่งหายนะได้สำเร็จ ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดจะสาดแสงสว่าง โลกแห่งเอนเดรียจะกลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง…
ดื่มด่ำกับฉากจบอันแสนประทับใจ เมื่อเครดิตผู้สร้างเกมเลื่อนขึ้นจนหมด หน้าจอจะขึ้นให้ผู้เล่นบันทึกเกม (Save) ให้บันทึกเกมนี้ไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลดล็อคเนื้อเรื่องบทสุดท้ายอันเป็นความลับ!
=======================================================
Chapter พิเศษ : Ever And Forever
=======================================================
เนื้อเรื่อง:
ความลับที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในโลกแห่งเอนเดรียเปิดเผย เมื่อผู้กล้าได้รับรู้ความจริงเบื้องหลังโศกนาฏกรรมของ “Psaro” และ “Rose” ผู้บงการที่แท้จริงหาใช่ “Psaro” ไม่ แต่เป็นจอมปีศาจ “Aamon” ผู้ทะเยอทะยานที่วางแผนลอบสังหาร “Rose” เพื่อผลักดันให้ “Psaro” คลุ้มคลั่งและกลายร่างเป็นอาวุธทำลายล้าง เพื่อที่ตนจะได้ก้าวขึ้นเป็นราชันย์ปีศาจองค์ใหม่ บทส่งท้ายนี้ ผู้กล้าจะได้รับโอกาสในการบิดเบือนชะตากรรม คืนชีพให้กับ “Rose” และร่วมมือกับอดีตศัตรูอย่าง “Psaro” เพื่อล้างแค้นและกอบกู้โลกอย่างแท้จริง
คู่มือการเดินทาง:
หลังจากที่โหลดไฟล์ Save เกมที่บันทึกไว้หลังจบเกมขึ้นมาเล่นอีกครั้ง ให้ผู้เล่นเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปที่หมู่บ้าน “El Farado” เข้าไปพูดคุยกับชาวเมืองเพื่อรวบรวมเบาะแส เราจะได้รับรู้ตำนานเกี่ยวกับ ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ “Yggdrasil Flower” ซึ่งมีพลังปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ
จากนั้น ให้เตรียมทัพให้พร้อมที่สุดแล้วเดินทางไปที่ “Azimuth” (หมู่บ้านแห่งจุดศูนย์กลาง) ภายในเมืองจะมีหลุมขนาดใหญ่เปิดออก ก่อนที่จะกระโดดลงไป ขอเตือนให้ผู้เล่นเตรียมตัวเตรียมใจและไอเทมให้พร้อมถึงขีดสุด เพราะดันเจี้ยนลับแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยมอนสเตอร์ระดับบอสที่โหดเหี้ยม และที่สำคัญคือ “เราไม่สามารถเรียกใช้รถม้าในดันเจี้ยนนี้ได้!”
เมื่อกระโดดลงหลุมมาแล้ว ให้เดินลุยไปตามทางจนพบกับบันไดลง เมื่อลงมาและเดินหน้าต่อไป จะพบกับทางแยก ให้เลือกเดินไปทางฝั่งขวาก่อน ผู้เล่นจะพบกับห้องที่มีแพลอยอยู่กลางน้ำ ภายในห้องนี้จะมีหีบสมบัติวางอยู่ 4 ใบ (คำเตือน: 1 ใน 4 ใบนั้นคือมอนสเตอร์หีบปีศาจสุดแกร่ง) จัดการเก็บของให้เรียบร้อย แล้วเดินย้อนกลับมาที่ทางแยกเดิม คราวนี้ให้เลือกเดินขึ้นไปด้านบน
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องโถงถัดไป ให้เลี้ยวไปทางขวาเพื่อเปิดหีบสมบัติ จากจุดนั้น ให้มองหาบันไดทางลงที่อยู่เยื้องขึ้นไปด้านบน แล้วก้าวลงบันไดนั้นไป เมื่อลงมาถึง ให้เดินไปทางซ้ายเพื่อสำรวจก่อน แล้วจึงกลับมาตั้งหลักที่หน้าบันได คราวนี้ให้เดินมุ่งหน้าไปทางขวาบ้าง เมื่อพบกับทางแยก ให้เลือกไปทางขวาก่อนเพื่อกวาดสมบัติ แล้วค่อยเดินย้อนกลับมาลงบันไดที่เพิ่งผ่านมา
เดินทะลุเข้าไปในบ้านหลังเล็ก และลงบันไดที่ตั้งอยู่บริเวณมุมขวาบนของห้อง จากนั้นผู้เล่นจะทะลุมาเจอหมู่บ้านลึกลับใต้ดิน เราสามารถใช้บ้านหลังหนึ่งในนี้เป็นที่พักผ่อนฟื้นฟูพลังชีวิตและมานาได้เต็มที่! เมื่อพักจนหายเหนื่อย ให้ลงบันไดบริเวณมุมขวาบนของหมู่บ้านเพื่อลงไปเก็บไอเทม เมื่อเก็บเสร็จ ให้เดินกลับขึ้นมาแล้วอ้อมไปเข้าประตูด้านหลังของบ้านหลังเดิม ก้าวลงบันไดฝั่งขวาแล้วเดินย้อนกลับขึ้นมา เดินข้ามสะพานไม้เก่าๆ แล้วลงบันไดไปอีกขั้น
ผู้เล่นจะเข้าสู่โซนภูมิประเทศที่เป็นทะเลลาวาร้อนระอุ ให้เดินระมัดระวังไปตามเส้นทางคดเคี้ยวจนพบกับทางแยก ให้เลี้ยวไปทางขวาเพื่อเก็บสุดยอดไอเทมคำสาป “Death Mask” (หน้ากากมรณะ) จากนั้นให้เดินลุยต่อไปตามทางหลักเรื่อยๆ จนกระทั่งพบบันไดทางลง ก็ให้ลงไปสู่ชั้นลึกยิ่งขึ้น
ให้ผู้เล่นแวะเดินไปทางฝั่งซ้ายเพื่อสำรวจเก็บไอเทมให้เกลี้ยงก่อน แล้วจึงเดินย้อนกลับมา ก้าวเท้าเข้าสู่หอคอยมืดมิด เดินขึ้นบันไดฝั่งซ้ายไปสู่ชั้นบน ที่ชั้นนี้ ผู้เล่นจะสังเกตเห็นบันไดทางขึ้นอยู่ 2 จุด ให้ตัดสินใจเลือกขึ้นบันไดฝั่งขวาก่อนเพื่อเก็บสมบัติ แล้วจึงเดินกลับลงมาเพื่อขึ้นบันไดฝั่งซ้าย เมื่อขึ้นมาแล้ว ให้เดินไปกระโดดทิ้งตัวลงหลุม และก้าวลงบันไดที่อยู่ใกล้ๆ
ผู้เล่นจะปรากฏตัวในห้องโถงประหลาดที่มีเสาหินตั้งเรียงรายอยู่มากมาย ให้เดินไปขึ้นบันไดฝั่งขวา ผู้เล่นจะพบว่าพื้นที่ระเบียงบริเวณนี้สามารถกระโดดตกลงไปสู่เบื้องล่างได้ ให้ตัดสินใจกระโดดตกลงไปยังจุดที่มีสายน้ำไหลผ่าน เราจะสามารถเดินลุยน้ำไปตามเส้นทางน้ำใต้ดินได้ ในสุดทางน้ำ ผู้เล่นจะสามารถเปิดหีบสมบัติที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายบนสุดได้สำเร็จ (ข้อควรระวัง: หีบสมบัติใบที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องคือมอนสเตอร์หีบปีศาจ)
เมื่อเก็บสมบัติล้ำค่าครบแล้ว ให้เดินฝ่าไปเข้าประตูที่อยู่ทางด้านบนสุด ผู้เล่นจะก้าวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นลักษณะของ “โบสถ์โบราณ” (นับจากนี้ ผู้เล่นสามารถใช้เวทมนตร์วาร์ปกลับมาที่จุดนี้ได้โดยตรง!) ให้ออกจากโบสถ์ผ่านทางประตูด้านบน เดินขึ้นบันไดฝั่งซ้ายบน แล้วสลับมาขึ้นบันไดฝั่งขวาบน ผู้เล่นจะได้พบกับ “ชุมชนปีศาจผู้รักสงบ” ลองใช้เวลาเดินพูดคุยรวบรวมเบาะแสและความลับจากปีศาจเหล่านี้ให้ครบถ้วน จากนั้นให้เดินไปขึ้นบันไดตรงกลางชุมชน
เดินสำรวจกวาดไอเทมในห้องนี้ให้หมดทุกซอกทุกมุม แล้วเปิดประตูออกจากห้องทางด้านบน เมื่อลงบันไดมาแล้ว ผู้เล่นจะพบกับบันไดทางลง 2 อันวางคู่กัน ให้ตัดสินใจก้าวลงบันไดฝั่งซ้ายก่อน เดินลัดเลาะไปทางซ้ายเพื่อเปิดหีบสมบัติ แล้วจึงก้าวลงบันไดเพื่อไปสู่ชั้นล่าง
ให้หาทางออกจากพื้นที่นี้โดยมุ่งหน้าไปทางมุมขวาล่างสุด ผู้เล่นจะทะลุเข้ามาในโถงบันไดวงกตที่มีบันไดตั้งอยู่ระเกะระกะเต็มไปหมด เราสามารถเลือกเดินสำรวจไปทางซ้าย หรือทางขวา เพื่อเปิดหีบสมบัติกวาดไอเทมให้เกลี้ยงห้องได้ตามอิสระ เมื่อเก็บจนพอใจแล้ว ให้ออกจากห้องวงกตนี้ผ่านทางออกบริเวณบนสุด
เมื่อเดินมาถึงจุดวาร์ป (Teleportal) ให้ก้าวเข้าไปด้านใน เดินลุยหน้าต่อไป ผู้เล่นจะพบกับ “แม่ไก่ปริศนา” ขวางทางอยู่ (นั่นคือสัญญาณเตือนว่าบอสลับกำลังรออยู่เบื้องหน้า) ก่อนที่จะก้าวข้ามเส้นไป ขอให้ผู้เล่นตรวจสอบสถานะ เลือด มานา ไอเทม และอุปกรณ์สวมใส่ของปาร์ตี้ให้พร้อมสมบูรณ์ระดับ 100%
ก้าวเดินเข้าไปพูดคุยกับนักรบปริศนา 2 คนที่ยืนอยู่ด้านบน พวกเขาคือ “Foo Yung” และ “Chow Mein” เมื่อตอบรับคำท้าของพวกเขา การต่อสู้ระดับบอสลับสุดยอดจะอุบัติขึ้น! (คำเตือน: หากระดับเลเวลของปาร์ตี้ยังน้อยเกินไป การต่อสู้ครั้งนี้จะเหมือนฝันร้ายและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะ แต่คุณไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรีดเค้นกลยุทธ์ การบัฟ การฮีล และพลังโจมตีทั้งหมดที่มีเพื่อประสานพลังเอาชนะนักสู้ทั้ง 2 คนนี้ให้จงได้!)
เมื่อเราสามารถโค่นล้มทั้งสองลงได้สำเร็จ ปาฏิหาริย์จะบังเกิด ภาพวาดของต้นไม้โลกจะมีดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์เบ่งบานขึ้นมาอย่างงดงาม และเมื่อผู้เล่นเดินไปกระโดดทิ้งตัวลงในปล่องภูเขาไฟใกล้ๆ ระบบจะส่งตัวละครของเราวาร์ปกลับมาที่หมู่บ้าน “Azimuth” โดยสวัสดิภาพ
ให้ผู้กล้ารีบจัดทัพเดินทางกลับไปที่หมู่บ้าน “El Farado” (เผ่าเอลฟ์) บุกป่าฝ่าดงปีนขึ้นไปจนถึงยอดสูงสุดของต้นไม้โลก “Yggdrasil” บริเวณจุดสูงสุดนั้น ผู้เล่นจะสามารถเด็ด “Yggdrasil Flower” (ดอกไม้แห่งชีวิต) มาไว้ในครอบครองได้สำเร็จ!
จากนั้น ให้รีบใช้เวทมนตร์วาร์ปไปที่หมู่บ้าน “Rose” (หากผู้เล่นเคยแวะมาที่นี่ก่อนหน้านี้ จะพบความจริงอันน่าสลดใจว่า “Rose” ได้ถูกพวกมนุษย์ที่ถูกปีศาจยุยงลอบสังหารจนเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งนั่นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ “Psaro” สติแตกและยอมสละความเป็นคนกลายร่างเป็นจอมมาร)
ให้ผู้เล่นเดินเข้าไปที่หลุมศพของเธอ เปิดช่องสัมภาระและนำ “Yggdrasil Flower” วางลงบนหลุมศพ พลังแห่งชีวิตจะเปล่งประกาย และ “Rose” จะฟื้นคืนชีพกลับมาหาเราอีกครั้ง!
เมื่ออธิบายความจริงทุกอย่างให้เธอฟัง ให้เรารีบพา “Rose” เดินทางไปหยุดยั้งความบ้าคลั่งของ “Psaro” (ทันทีที่ก้าวออกจากหมู่บ้าน มังกรน้อย “Sparkie” จะขอแยกตัวเพื่อรีบบินไปแจ้งข่าวเรื่องดอกไม้แห่งชีวิตให้เผ่าพันธุ์รับทราบ) ให้ผู้กล้าบุกเข้าไปในปราสาทจอมมาร ทะลวงลึกเข้าไปถึงใจกลางปล่องภูเขาไฟ ณ จุดที่เราเคยฟาดฟันกับเขาในบทที่ 5
เมื่อ “Rose” ได้พบหน้ากับ “Psaro” อีกครั้ง พลังแห่งความรักและความผูกพันจะชำระล้างความมืดมิดในจิตใจของเขา ทำให้เขาสงบสติอารมณ์และคืนร่างกลับมาเป็นจอมปีศาจหนุ่มรูปงามดังเดิม และเพื่อเป็นการไถ่บาปและล้างแค้นผู้บงการที่แท้จริง “Psaro” จะตกลงเข้าร่วมเป็นหนึ่งในปาร์ตี้ผู้กล้าของเรา!
(ข้อแนะนำระดับมือโปร: ก่อนที่จะบุกทะลวงไปสู้ศึกสุดท้ายจริงๆ ปาร์ตี้ของเราควรจะรวบรวมอาวุธและชุดเกราะระดับพระเจ้าให้แก่ “Psaro” เสียก่อน เพื่อความได้เปรียบสูงสุด ให้ผู้เล่นเดินทางกลับไปที่ดันเจี้ยนลับและท้าสู้กับ “Foo Yung” และ “Chow Mein” ซ้ำอีกหลายๆ รอบ!
ในการเอาชนะพวกเขารอบแรก เราจะได้รับโล่ “Pandemonium Shield” มา และเมื่อเราท้าสู้และเอาชนะพวกเขาในรอบต่อๆ ไป เราจะได้รับของรางวัลสุดยอดเรียงตามลำดับดังนี้: ดาบ “Pandemonium Sword”, ชุดเกราะ “Pandemonium Armour”, กางเกงใน “Boxer Shorts”, ใบไม้ชุบชีวิต “Yggdrasil Leaf”, หมวก “Pandemonium Helm” และในรอบสุดท้ายเราจะได้พบกับผู้อพยพคนสุดท้ายสำหรับนำไปสร้างเมือง)
เมื่อติดอาวุธและชุดเกราะเซ็ต “Pandemonium” ให้ “Psaro” จนครบถ้วนและเตรียมไอเทมทุกอย่างพร้อมเต็มพิกัดแล้ว ก็ถึงเวลาลั่นกลองรบเข้าสู่ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย!
ยังจำได้หรือไม่? 1 ใน 4 ขุนพลปีศาจที่ทำหน้าที่รักษากางบาเรียคุ้มกันปราสาทจอมมาร นามว่า “Aamon” มันเคยหลุดปากสารภาพออกมาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวและลอบสังหาร “Rose” ให้ผู้เล่นจัดทัพบุกไปลากคอมันออกมาคิดบัญชีที่ปราสาท “Diabolic Hall” (ปราสาทประชุมทัพปีศาจ)
เมื่อบุกตะลุยเข้าไปจนถึงห้องบัลลังก์ ผู้เล่นจะพบกับ “Aamon” นั่งรออยู่ เมื่อการสนทนาเผยความจริงอันน่ารังเกียจจบลง มันจะปลดปล่อยพลังความมืดทั้งหมดและวิวัฒนาการร่างเข้าต่อสู้กับเรา นี่คือบอสใหญ่ที่แท้จริงของเกม!
ประสานพลังของผู้กล้า The Chosen และความแค้นของ “Psaro” กระหน่ำโจมตีมันให้แหลกสลาย เมื่อเราสามารถปราบจอมบงการลงได้สำเร็จ โลกจะได้รับการชำระล้างอย่างแท้จริง และ “Psaro” ก็จะได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้กล้าผู้กอบกู้โลก ร่วมกับทุกคนตลอดกาล…
จบตำนานแห่งผู้กล้าและการผจญภัยอันยาวนานได้จบลงอย่างสมบูรณ์
********* THE END *********
บทส่งท้าย.
การผจญภัยอันยาวนานใน Dragon Quest IV: Chapters of the Chosen ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เกมแนวเดินหน้าฆ่าฟันเพื่อปราบปีศาจร้ายอย่างมืดบอด แต่ตัวเกมได้สอดแทรกปรัชญาและบทเรียนชีวิตที่แสนลึกซึ้งเอาไว้อย่างแยบคาย เรื่องราวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบอันร้ายแรงของ “ความเกลียดชัง” และ “การสูญเสีย” จ้าวปีศาจ Psaro แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความชั่วร้าย แต่เขาเป็นเพียงบุรุษผู้แหลกสลายจากการที่หญิงอันเป็นที่รัก (Rose) ถูกรังแกและพรากชีวิตไป ความเจ็บปวดนั้นผลักดันให้เขายอมละทิ้งความเป็นมนุษย์และเลือกเส้นทางแห่งการล้างแค้นอันบ้าคลั่ง
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้กล้า “The Chosen” แม้ทุกคนจะเผชิญกับโศกนาฏกรรมและการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเช่นเดียวกัน (ผู้กล้าเสียสหายรัก, Maya และ Meena เสียบิดา, Alena เสียอาณาจักร) แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเปลี่ยน “ความเจ็บปวด” เหล่านั้นให้กลายเป็น “ความเข้มแข็ง” พวกเขาเรียนรู้ที่จะโอบกอดความโศกเศร้า จับมือสมานฉันท์ และต่อสู้เพื่อปกป้องโลกใบนี้ไม่ให้มีใครต้องพบเจอกับความสูญเสียเช่นนั้นอีก
คู่มือฉบับนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ว่าคุณผู้อ่านและเหล่าเกมเมอร์จะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค ความอยุติธรรม หรือความสูญเสียใดๆ ในชีวิตจริง ขอให้บทเรียนจากผู้กล้าทั้ง 8 คนเป็นเครื่องเตือนใจเสมอว่า การเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง การให้อภัย และการเชื่อมั่นในพลังแห่งมิตรภาพ ย่อมเป็นแสงสว่างที่นำพาเราออกจากความมืดมิดได้เสมอ ขอให้ทุกท่านนำแง่คิดดีๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งและเป็นพลังบวกให้กับสังคมต่อไป
โปรดติดตามผลงานคุณภาพคู่ขวัญเกมเมอร์ได้เรื่อยๆ ที่ www.GameXmagazine.com ขอให้ทุกท่านมีความสุขและรอยยิ้มกับการเล่นเกมเสมอครับ.
******************
บทสรุปเวอร์ชั่นคลาสสิคจากหนังสือ Gamemag ในตำนาน.






